Strength Training ด้วยดัมเบล ผู้ชายฝึกท่า Renegade Row ในฟิตเนส

Strength Training คืออะไร? มีอะไรบ้าง รวมประโยชน์ ประเภทและวิธีฝึก

หลายคนเริ่มออกกำลังกายจากการวิ่งหรือคาร์ดิโอ เพราะทำตามได้ง่ายและช่วยให้ร่างกายกระฉับกระเฉงขึ้น แต่พอฝึกไปได้สักระยะ อาจเริ่มอยากพัฒนาร่างกายให้แข็งแรงมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการยกของได้คล่องขึ้น เดินหรือทรงตัวได้มั่นคงขึ้น รวมถึงช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ Strength Training ที่ช่วยฝึกความแข็งแรง ได้รับความสนใจสำหรับสายออกกำลังกายที่ต้องการพัฒนาทั้งรูปร่าง สุขภาพ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

บทความนี้ Garmin จะพาคุณไปรู้จักว่า Strength Training คืออะไร มีอะไรบ้าง แล้วมีประโยชน์อย่างไร พร้อมแนะนำโปรแกรมฝึก และวิธีติดตามผลผ่านสมาร์ทวอทช์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทุกเซสชันการฝึกซ้อม

หัวข้อที่น่าสนใจ

Strength Training คืออะไร?

ประโยชน์ของ Strength Training มีอะไรบ้าง?

Strength Training เผาผลาญกี่แคลอรี?

Strength Training ฝึกกล้ามเนื้อ/ระบบไหนบ้าง?

Strength Training ทำอย่างไรให้ถูกต้อง?

Strength Training มีอะไรบ้าง? แบ่งเป็นกี่ประเภท เหมาะกับใคร?

ข้อควรระวังของ Strength Training มีอะไรบ้าง? 

Strength Training มีท่าอะไรบ้าง? 5 ท่าพื้นฐาน

Strength Training เอาไปใส่ในโปรแกรมฝึกอย่างไร?

ติดตามผล Strength Training อย่างไร?

สรุป: เริ่มต้น Strength Training อย่างมั่นใจไปกับ Garmin

คำถามที่พบบ่อย


Strength Training คืออะไร?

Strength Training คือ รูปแบบการออกกำลังกายที่ใช้แรงต้านเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานหนักกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัวของคุณเอง หรือจะเลือกใช้ดัมเบล บาร์เบลไปจนถึงเครื่องออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรง สร้างมวลกล้ามเนื้อ และพัฒนาความสามารถในการออกแรงของร่างกาย ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อถูกกระตุ้นด้วยแรงต้านซ้ำ ๆ อย่างเหมาะสม ร่างกายจะค่อย ๆ ซ่อมแซมและปรับตัวให้แข็งแรงขึ้น ทำให้สามารถยกของได้หนักขึ้น เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และมีสรีระที่กระชับขึ้นอีกด้วย

ประโยชน์ของ Strength Training มีอะไรบ้าง?

ประโยชน์ของ Strength Training คู่รักออกกำลังกายท่า Lunge

การฝึกแบบ Strength Training ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องกล้ามเนื้อที่ชัดขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ของ Strength Training มีดังนี้

Strength Training เผาผลาญกี่แคลอรี?

การฝึก Strength Training เผาผลาญพลังงานประมาณ 180–500 แคลอรีต่อชั่วโมง ซึ่งเกิดจากสามปัจจัยหลัก ได้แก่ น้ำหนักตัว ความหนักของการฝึก และระยะเวลาพักระหว่างเซต ผู้ที่ฝึกด้วยท่า Compound และพักสั้นจะใช้พลังงานสูงกว่าผู้ที่ยกหนักแล้วพักนาน แม้ใช้เวลาฝึกเท่ากัน

น้ำหนักตัวโดยประมาณฝึกระดับปานกลางฝึกระดับหนัก
57 กก.ประมาณ 180 แคลอรี/ชม.ประมาณ 360 แคลอรี/ชม.
70 กก.ประมาณ 225 แคลอรี/ชม.ประมาณ 430 แคลอรี/ชม.
84 กก.ประมาณ 265 แคลอรี/ชม.ประมาณ 505 แคลอรี/ชม.

ตัวเลขข้างต้นคำนวณจากข้อมูลของ Harvard Health Publishing ซึ่งระบุว่า การยกน้ำหนักระดับปานกลางเป็นเวลา 30 นาที ใช้พลังงานราว 90, 112 และ 133 แคลอรี ตามน้ำหนักตัวสามระดับ ส่วนการยกน้ำหนักระดับหนักในเวลาเท่ากันอยู่ที่ราว 180, 216 และ 252 แคลอรี ทั้งนี้ในการฝึกจริงที่มีช่วงพักระหว่างเซตคั่นตลอด ค่าพลังงานที่ใช้จริงมักต่ำกว่าตารางเล็กน้อย

หลังจบการฝึก ร่างกายยังต้องใช้ออกซิเจนมากกว่าปกติเพื่อฟื้นสภาพกลับสู่ภาวะปกติ ทั้งการเติมพลังงานสำรอง ปรับอุณหภูมิร่างกาย และซ่อมแซมกล้ามเนื้อ กระบวนการนี้เรียกว่า EPOC (Excess Post-exercise Oxygen Consumption) หรือที่คุ้นกันในชื่อ Afterburn Effect ซึ่งทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานต่อเนื่องแม้หยุดฝึกไปแล้ว ซึ่งมักถูกประเมินว่าคิดเป็นเพียงราว 10% ของพลังงานที่ใช้ในเซสชันนั้น หากฝึกไป 300 แคลอรี จึงเผาผลาญต่อหลังฝึกอีกประมาณ 30 แคลอรี และจะสูงขึ้นได้เมื่อปริมาณงานรวมมากขึ้นหรือพักระหว่างเซตสั้นลง

Strength Training ฝึกกล้ามเนื้อ/ระบบไหนบ้าง?

Strength Training เป็นการฝึกความแข็งแรงที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อได้หลายส่วนพร้อมกัน โดยเฉพาะท่า Compound Lift ที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดในครั้งเดียว จึงช่วยเพิ่มทั้งแรง มวลกล้ามเนื้อ และความสามารถในการใช้งานร่างกายในชีวิตจริง โดยกลุ่มกล้ามเนื้อหลักที่ควรโฟกัส ได้แก่

Strength Training มีท่าอะไรบ้าง? 5 ท่าพื้นฐานที่ทำตามง่าย ๆ

5 ท่า Strength Training พื้นฐาน ครอบคลุมกล้ามเนื้อทั้งช่วงบน ช่วงล่าง และแกนกลางลำตัว ทุกท่าจัดอยู่ในกลุ่มท่า Compound ที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดทำงานพร้อมกัน จึงเป็นแกนหลักของโปรแกรมฝึกเกือบทุกรูปแบบ

ท่ากล้ามเนื้อหลักจุดที่มือใหม่มักพลาด
Squat ต้นขา ก้น แกนกลางลำตัว เข่าบิดเข้าด้านใน หลังส่วนล่างงอ 
Deadlift หลัง ก้น ต้นขาด้านหลัง ยกด้วยหลังแทนการใช้สะโพก 
Bench Press อก ไหล่ด้านหน้า หลังแขน ข้อศอกกางเกินไป ไหล่ยกลอยจากเบาะ 
Row หลังส่วนกลางและส่วนบน ใช้แรงเหวี่ยงลำตัวช่วยดึง 
Overhead Press ไหล่ หลังแขน แกนกลางลำตัว แอ่นหลังส่วนล่างเพื่อดันน้ำหนักขึ้น 

ทั้ง 5 ท่านี้จะเป็นแกนหลักของโปรแกรม 4 สัปดาห์ในหัวข้อถัดไป โดยควรเริ่มจากน้ำหนักที่ควบคุมฟอร์มได้ครบทุกครั้งเสมอ หากยังไม่มั่นใจในท่าใด แนะนำให้ปรึกษาเทรนเนอร์หรือศึกษาเทคนิคเพิ่มเติมก่อนเพิ่มน้ำหนัก

Strength Training ทำอย่างไรให้ถูกต้อง?

ผู้หญิงจับบาร์เบลเตรียมท่า Deadlift เป็นท่าที่เหมาะสำหรับทำ Strength Training

การจะฝึก Strength Training ให้ได้ผลและปลอดภัย จำเป็นจะต้องให้ความใส่ใจในลำดับขั้นตอนและการควบคุมฟอร์มมากกว่าการรีบเพิ่มน้ำหนัก โดยวิธีการฝึกที่ถูกต้องที่ Garmin อยากแนะนำทั้งมือใหม่และสายออกกำลังกายที่ฝึก Strength Training อยู่ตลอด มีดังนี้

Strength Training มีอะไรบ้าง? แบ่งเป็นกี่ประเภท เหมาะกับใคร?

สำหรับการฝึก Strength Training นั้นมีหลายรูปแบบให้เลือกตามระดับความพร้อม อุปกรณ์ และเป้าหมายของแต่ละคน ตั้งแต่มือใหม่ที่เริ่มจากการใช้น้ำหนักตัว ไปจนถึงผู้ที่ต้องการฝึกจริงจังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงสูงสุด โดยสามารถสรุปประเภทของ Strength Training ได้ดังต่อไปนี้

ประเภทอุปกรณ์เหมาะกับใคร
Bodyweight Strength Trainingไม่ต้องมีอุปกรณ์มือใหม่ หรือคนที่อยากฝึกที่บ้าน
Free Weight Trainingดัมเบล บาร์เบลคนที่อยากเพิ่มน้ำหนักได้ต่อเนื่อง
Machine-Based Trainingเครื่องออกกำลังกายในฟิตเนสมือใหม่ที่ต้องการความปลอดภัยและควบคุมทิศทาง
Functional Strength Trainingเคตเทิลเบล ยางยืด Trxคนที่ต้องการเสริมความแข็งแรงของร่างกาย เพื่อนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
Powerlifting บาร์เบล, แผ่นน้ำหนัก, พาวเวอร์แร็ก, ม้านั่งเบนช์, เข็มขัดยกน้ำหนักคนที่มีพื้นฐานและต้องการฝึกแรงสูงสุดหรือเตรียมแข่งขัน
Olympic Weightliftingบาร์เบลโอลิมปิก, แผ่นน้ำหนักยาง (bumper plate), แพลตฟอร์ม, รองเท้ายกน้ำหนักคนที่ต้องการพัฒนาพลังและควรฝึกกับโค้ชที่มีประสบการณ์

ข้อควรระวังของ Strength Training มีอะไรบ้าง?

แม้จะเป็นการฝึกที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย แต่จริง ๆ แล้วการฝึก Strength Training ก็มีข้อควรระวังที่สายออกกำลังกายควรใส่ใจเป็นพิเศษ 

Strength Training เอาไปใส่ในโปรแกรมฝึกอย่างไร?

สำหรับมือใหม่ การเริ่มด้วยโปรแกรม Full Body สัปดาห์ละ 2–3 วัน และมีวันพักคั่นระหว่างสัปดาห์ เพราะช่วยให้ร่างกายได้เรียนรู้ฟอร์ม ทยอยปรับตัว และฟื้นตัวได้เพียงพอ โดยโปรแกรม 4 สัปดาห์ตามตารางดังต่อไปนี้จะค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นตามความพร้อมของร่างกาย เพื่อให้มือใหม่สามารถฝึกได้ต่อเนื่อง และป้องกันการบาดเจ็บในขณะที่ออกกำลังกาย

สัปดาห์ความถี่/สัปดาห์โฟกัสหลักเซต × จำนวนครั้ง
สัปดาห์ที่ 12 วันเรียนรู้ฟอร์ม ใช้น้ำหนักเบา2 เซต × 10–12 ครั้ง
สัปดาห์ที่ 22–3 วันเพิ่มความคุ้นเคยกับท่า Compound3 เซต × 10 ครั้ง
สัปดาห์ที่ 33 วันเพิ่มน้ำหนักขึ้นเล็กน้อย3 เซต × 8–10 ครั้ง
สัปดาห์ที่ 43 วันทดสอบความก้าวหน้าและปรับโปรแกรม3 เซต × 8 ครั้ง

หมายเหตุ: โปรแกรมนี้เป็นตัวอย่างสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่มีข้อจำกัดทางการแพทย์ ควรเลือกน้ำหนักที่ยังควบคุมฟอร์มได้ครบทุกครั้ง และไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักตามตาราง หากยังทำท่าได้ไม่มั่นคง 

ติดตามผล Strength Training อย่างไร

Strength Training กับสมาร์ทวอทช์ Garmin ติดตามจำนวน Reps และ Training Load ระหว่างฝึกดัมเบล

การวัดผลคือสิ่งที่ทำให้คุณเห็นพัฒนาการได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของ 1RM (น้ำหนักสูงสุดที่ยกได้หนึ่งครั้ง), Volume Load, การอยู่ในโซนหัวใจที่เหมาะสม และความพร้อมในการฟื้นตัว ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณรู้ว่าควรเพิ่มความหนักเมื่อไหร่ และควรพักเมื่อไหร่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ Overtraining

สำหรับใครที่ฝึก Strength Training เป็นประจำ นาฬิกา Garmin เกือบทุกรุ่นรองรับโหมด Strength Training ที่ช่วยนับ Reps และ Sets ให้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าคุณกำลังมองหาการฝึกที่ผสมผสานทั้ง Strength และ Cardio หรือที่เรียกว่า Hybrid Training การมีสมาร์ทวอทช์มัลติสปอร์ตอย่าง Garmin fēnix 8 หรือรุ่นใหม่อย่าง Garmin fēnix 9 ก็จะช่วยให้การติดตามการฝึกเป็นระบบมากขึ้น

ด้วยโหมดการฝึกที่รองรับทั้งการฝึกความแข็งแรงและคาร์ดิโอ คุณสามารถปรับรูปแบบการฝึกให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเองได้มากขึ้น พร้อมฟีเจอร์แสดงท่าฝึกด้วยภาพเคลื่อนไหวและแผนผังกลุ่มกล้ามเนื้อ รวมถึงการฝึกความแข็งแรงแบบเจาะจงสำหรับกีฬา ที่ช่วยแนะนำการฝึกกลุ่มกล้ามเนื้อเป้าหมายให้เหมาะกับกีฬานั้น ๆ

สำหรับใครที่จริงจังกับ Hybrid Training และมีเป้าหมายไปถึงการลงแข่งขัน ฟีเจอร์อย่าง Garmin Coach ก็สามารถช่วยวางแผนการฝึกทั้งด้านความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อให้เหมาะกับคุณมากขึ้น ขณะที่ Training Load และ Training Readiness ช่วยให้คุณติดตามระดับความหนักของการฝึกซ้อม และประเมินความพร้อมในการฝึกแต่ละวัน ทำให้รู้ว่าช่วงไหนควรลุยต่อ และวันไหนควรพักเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัว

สรุป: เริ่มต้น Strength Training อย่างมั่นใจไปกับ Garmin  

จะเห็นได้เลยว่า Strength Training ไม่ได้เป็นเพียงการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ แต่เป็นการลงทุนกับร่างกายในระยะยาว ทั้งช่วยเสริมความแข็งแรง ทำให้รูปร่างกระชับขึ้น สนับสนุนระบบเผาผลาญ และช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวันได้คล่องตัวมากขึ้น เมื่อเริ่มจากฟอร์มที่ถูกต้อง ค่อย ๆ เพิ่มความหนักอย่างเหมาะสม และให้เวลาร่างกายได้ฟื้นตัว ทุกครั้งที่ฝึกจะกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวที่พาคุณเข้าใกล้เป้าหมายสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนมากขึ้น

เมื่อการฝึก Strength Training เริ่มจริงจังขึ้น การมีข้อมูลประกอบการฝึกจะช่วยให้คุณเข้าใจร่างกายและวางแผนได้แม่นยำกว่าเดิม Garmin fēnix 8 อีกหนึ่งตัวช่วยที่เหมาะกับสาย Strength Training เพราะสามารถบันทึกการฝึกผ่าน Strength Activity Tracking ที่นับ Reps และ Sets ให้อัตโนมัติ พร้อมดูข้อมูล Training Load และ Training Readiness เพื่อให้ปรับความหนักและการพักฟื้นได้เหมาะสมในแต่ละเซสชัน


คำถามที่พบบ่อย

Q: Strength Training ต่างจาก Weight Training อย่างไร?

A: Weight Training คือการฝึกโดยใช้น้ำหนักเป็นแรงต้าน ส่วน Strength Training จะครอบคลุมทั้งการใช้น้ำหนักตัว ยางยืด ดัมเบล บาร์เบล และเครื่องออกกำลังกาย หรืออธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ Weight Training เป็นส่วนหนึ่งของ Strength Training นั่นเอง

Q: มือใหม่ควรเริ่ม Strength Training กี่วัน/สัปดาห์?

A: สำหรับมือใหม่ควรเริ่มฝึก Strength Training 2–3 วันต่อสัปดาห์ โดยควรออกแบบโปรแกรมการฝึกให้มีวันพัก เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นตัว เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น และคุ้นเคยกับฟอร์มแล้ว จึงค่อยเพิ่มความถี่หรือความหนักขึ้น

Q: Strength Training ลดน้ำหนักได้จริงไหม?

A: ช่วยได้ แต่ไม่ใช่ตัวเอกของเรื่อง หัวใจของการลดน้ำหนักยังอยู่ที่พลังงานเข้าน้อยกว่าพลังงานออก สิ่งที่ Strength Training ทำได้ดีกว่าคือช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ระหว่างที่คุมอาหาร น้ำหนักที่ลดจึงมาจากไขมันมากกว่ากล้ามเนื้อ รูปร่างเลยดูกระชับกว่าการลดด้วยคาร์ดิโออย่างเดียว ส่วน Afterburn Effect (EPOC) มีจริง แต่คิดเป็นแค่ราว 6–15% ของแคลอรีที่เผาระหว่างฝึกเท่านั้น ถ้าฝึกไป 300 แคลอรี ก็เผาต่อหลังฝึกอีกประมาณ 20–45 แคลอรี ไม่ได้เยอะอย่างที่หลายคนเข้าใจ

Q: ผู้หญิงฝึก Strength Training แล้วจะตัวใหญ่ไหม?

A: ไม่ใหญ่แบบที่กังวลกัน ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จากจุดเริ่มต้น ผู้หญิงเพิ่มกล้ามเนื้อได้ใกล้เคียงผู้ชายก็จริง แต่ขนาดที่เพิ่มขึ้นจริง ๆ เป็นกิโลกรัมจะน้อยกว่ามาก เพราะฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าหลายเท่า และการจะตัวใหญ่ระดับนักเพาะกายต้องอาศัยการฝึกหนัก กินเกินพลังงาน และเวลาอีกหลายปี สิ่งที่คนส่วนใหญ่เจอในปีแรกคือรูปร่างกระชับขึ้น ไม่ใช่ใหญ่ขึ้น 

Q: Strength Training ที่บ้านโดยไม่ใช้อุปกรณ์ทำได้ไหม?

A: สามารถฝึก Strength Training โดยไม่ใช้อุปกรณ์ได้ ด้วยการฝึกแบบ Bodyweight เช่น Squat, Push-Up, Lunge และ Plank ซึ่งจะเป็นการฝึกโดยใช้น้ำหนักตัวเป็นแรงต้าน

Q: Strength Training เหมาะกับนักวิ่งไหม?

A: การฝึก Strength Training ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการฝึกที่เหมาะกับนักวิ่ง เพราะช่วยเสริมกล้ามเนื้อขา สะโพก และแกนกลางลำตัว ทำให้ฟอร์มวิ่งมั่นคงขึ้น ส่งแรงได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงบาดเจ็บจากการวิ่งซ้ำ ๆ โดยแนะนำว่าควรฝึกสัปดาห์ละ 1-2 วันเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการวิ่ง