Strength Training คืออะไร? มีอะไรบ้าง รวมประโยชน์ ประเภทและวิธีฝึก
หลายคนเริ่มออกกำลังกายจากการวิ่งหรือคาร์ดิโอ เพราะทำตามได้ง่ายและช่วยให้ร่างกายกระฉับกระเฉงขึ้น แต่พอฝึกไปได้สักระยะ อาจเริ่มอยากพัฒนาร่างกายให้แข็งแรงมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการยกของได้คล่องขึ้น เดินหรือทรงตัวได้มั่นคงขึ้น รวมถึงช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ Strength Training ที่ช่วยฝึกความแข็งแรง ได้รับความสนใจสำหรับสายออกกำลังกายที่ต้องการพัฒนาทั้งรูปร่าง สุขภาพ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
บทความนี้ Garmin จะพาคุณไปรู้จักว่า Strength Training คืออะไร มีอะไรบ้าง แล้วมีประโยชน์อย่างไร พร้อมแนะนำโปรแกรมฝึก และวิธีติดตามผลผ่านสมาร์ทวอทช์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทุกเซสชันการฝึกซ้อม
หัวข้อที่น่าสนใจ
ประโยชน์ของ Strength Training มีอะไรบ้าง?
Strength Training เผาผลาญกี่แคลอรี?
Strength Training ฝึกกล้ามเนื้อ/ระบบไหนบ้าง?
Strength Training ทำอย่างไรให้ถูกต้อง?
Strength Training มีอะไรบ้าง? แบ่งเป็นกี่ประเภท เหมาะกับใคร?
ข้อควรระวังของ Strength Training มีอะไรบ้าง?
Strength Training มีท่าอะไรบ้าง? 5 ท่าพื้นฐาน
Strength Training เอาไปใส่ในโปรแกรมฝึกอย่างไร?
ติดตามผล Strength Training อย่างไร?
สรุป: เริ่มต้น Strength Training อย่างมั่นใจไปกับ Garmin
Strength Training คืออะไร?
Strength Training คือ รูปแบบการออกกำลังกายที่ใช้แรงต้านเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานหนักกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัวของคุณเอง หรือจะเลือกใช้ดัมเบล บาร์เบลไปจนถึงเครื่องออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรง สร้างมวลกล้ามเนื้อ และพัฒนาความสามารถในการออกแรงของร่างกาย ซึ่งเมื่อกล้ามเนื้อถูกกระตุ้นด้วยแรงต้านซ้ำ ๆ อย่างเหมาะสม ร่างกายจะค่อย ๆ ซ่อมแซมและปรับตัวให้แข็งแรงขึ้น ทำให้สามารถยกของได้หนักขึ้น เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และมีสรีระที่กระชับขึ้นอีกด้วย
ประโยชน์ของ Strength Training มีอะไรบ้าง?

การฝึกแบบ Strength Training ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องกล้ามเนื้อที่ชัดขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกายอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ของ Strength Training มีดังนี้
- เพิ่มมวลกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของกระดูก ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดความเสี่ยงกระดูกพรุนเมื่ออายุมากขึ้น
- เร่งเมตาบอลิซึม เผาผลาญไขมันแม้ตอนพัก การฝึก Strength Training ช่วยเพิ่มหรือรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายใช้พลังงานขณะพักเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การลดไขมันยังขึ้นอยู่กับพลังงานที่รับประทาน กิจกรรมในชีวิตประจำวัน การออกกำลังกาย และการพักผ่อนร่วมกัน ไม่ได้เกิดจาก Afterburn หรือมวลกล้ามเนื้อเพียงปัจจัยเดียว
- ช่วยลดความเสี่ยงบาดเจ็บและพยุงการเคลื่อนไหว เมื่อกล้ามเนื้อและข้อต่อแข็งแรงขึ้น ร่างกายจะรองรับการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ลดโอกาสบาดเจ็บจากท่าทาง หรือแรงกดที่ไม่เหมาะสม
- ช่วยชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามวัย Strength Training เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการออกกำลังกายที่ช่วยป้องกันภาวะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อเมื่ออายุมากขึ้น (Sarcopenia) ทำให้ร่างกายแข็งแรง และยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว
Strength Training เผาผลาญกี่แคลอรี?
การฝึก Strength Training เผาผลาญพลังงานประมาณ 180–500 แคลอรีต่อชั่วโมง ซึ่งเกิดจากสามปัจจัยหลัก ได้แก่ น้ำหนักตัว ความหนักของการฝึก และระยะเวลาพักระหว่างเซต ผู้ที่ฝึกด้วยท่า Compound และพักสั้นจะใช้พลังงานสูงกว่าผู้ที่ยกหนักแล้วพักนาน แม้ใช้เวลาฝึกเท่ากัน
| น้ำหนักตัวโดยประมาณ | ฝึกระดับปานกลาง | ฝึกระดับหนัก |
| 57 กก. | ประมาณ 180 แคลอรี/ชม. | ประมาณ 360 แคลอรี/ชม. |
| 70 กก. | ประมาณ 225 แคลอรี/ชม. | ประมาณ 430 แคลอรี/ชม. |
| 84 กก. | ประมาณ 265 แคลอรี/ชม. | ประมาณ 505 แคลอรี/ชม. |
ตัวเลขข้างต้นคำนวณจากข้อมูลของ Harvard Health Publishing ซึ่งระบุว่า การยกน้ำหนักระดับปานกลางเป็นเวลา 30 นาที ใช้พลังงานราว 90, 112 และ 133 แคลอรี ตามน้ำหนักตัวสามระดับ ส่วนการยกน้ำหนักระดับหนักในเวลาเท่ากันอยู่ที่ราว 180, 216 และ 252 แคลอรี ทั้งนี้ในการฝึกจริงที่มีช่วงพักระหว่างเซตคั่นตลอด ค่าพลังงานที่ใช้จริงมักต่ำกว่าตารางเล็กน้อย
หลังจบการฝึก ร่างกายยังต้องใช้ออกซิเจนมากกว่าปกติเพื่อฟื้นสภาพกลับสู่ภาวะปกติ ทั้งการเติมพลังงานสำรอง ปรับอุณหภูมิร่างกาย และซ่อมแซมกล้ามเนื้อ กระบวนการนี้เรียกว่า EPOC (Excess Post-exercise Oxygen Consumption) หรือที่คุ้นกันในชื่อ Afterburn Effect ซึ่งทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานต่อเนื่องแม้หยุดฝึกไปแล้ว ซึ่งมักถูกประเมินว่าคิดเป็นเพียงราว 10% ของพลังงานที่ใช้ในเซสชันนั้น หากฝึกไป 300 แคลอรี จึงเผาผลาญต่อหลังฝึกอีกประมาณ 30 แคลอรี และจะสูงขึ้นได้เมื่อปริมาณงานรวมมากขึ้นหรือพักระหว่างเซตสั้นลง
Strength Training ฝึกกล้ามเนื้อ/ระบบไหนบ้าง?
Strength Training เป็นการฝึกความแข็งแรงที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อได้หลายส่วนพร้อมกัน โดยเฉพาะท่า Compound Lift ที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดในครั้งเดียว จึงช่วยเพิ่มทั้งแรง มวลกล้ามเนื้อ และความสามารถในการใช้งานร่างกายในชีวิตจริง โดยกลุ่มกล้ามเนื้อหลักที่ควรโฟกัส ได้แก่
- Upper (ส่วนบน) อก ไหล่ หลัง และแขน
- Lower (ส่วนล่าง) ขา สะโพก และก้น
- Core (แกนกลางลำตัว) กล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังส่วนล่างที่ช่วยพยุงร่างกาย
Strength Training มีท่าอะไรบ้าง? 5 ท่าพื้นฐานที่ทำตามง่าย ๆ
5 ท่า Strength Training พื้นฐาน ครอบคลุมกล้ามเนื้อทั้งช่วงบน ช่วงล่าง และแกนกลางลำตัว ทุกท่าจัดอยู่ในกลุ่มท่า Compound ที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดทำงานพร้อมกัน จึงเป็นแกนหลักของโปรแกรมฝึกเกือบทุกรูปแบบ
| ท่า | กล้ามเนื้อหลัก | จุดที่มือใหม่มักพลาด |
| Squat | ต้นขา ก้น แกนกลางลำตัว | เข่าบิดเข้าด้านใน หลังส่วนล่างงอ |
| Deadlift | หลัง ก้น ต้นขาด้านหลัง | ยกด้วยหลังแทนการใช้สะโพก |
| Bench Press | อก ไหล่ด้านหน้า หลังแขน | ข้อศอกกางเกินไป ไหล่ยกลอยจากเบาะ |
| Row | หลังส่วนกลางและส่วนบน | ใช้แรงเหวี่ยงลำตัวช่วยดึง |
| Overhead Press | ไหล่ หลังแขน แกนกลางลำตัว | แอ่นหลังส่วนล่างเพื่อดันน้ำหนักขึ้น |
ทั้ง 5 ท่านี้จะเป็นแกนหลักของโปรแกรม 4 สัปดาห์ในหัวข้อถัดไป โดยควรเริ่มจากน้ำหนักที่ควบคุมฟอร์มได้ครบทุกครั้งเสมอ หากยังไม่มั่นใจในท่าใด แนะนำให้ปรึกษาเทรนเนอร์หรือศึกษาเทคนิคเพิ่มเติมก่อนเพิ่มน้ำหนัก
Strength Training ทำอย่างไรให้ถูกต้อง?

การจะฝึก Strength Training ให้ได้ผลและปลอดภัย จำเป็นจะต้องให้ความใส่ใจในลำดับขั้นตอนและการควบคุมฟอร์มมากกว่าการรีบเพิ่มน้ำหนัก โดยวิธีการฝึกที่ถูกต้องที่ Garmin อยากแนะนำทั้งมือใหม่และสายออกกำลังกายที่ฝึก Strength Training อยู่ตลอด มีดังนี้
- วอร์มอัปและ Activation ก่อนฝึก ควรอุ่นเครื่องข้อต่อและกระตุ้นกล้ามเนื้อก่อนเริ่มยกน้ำหนักทุกครั้ง เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมและลดความเสี่ยงบาดเจ็บในระหว่างการฝึก
- เลือกท่า Compound เป็นหลัก เช่น Squat, Deadlift, Press และ Row เพราะเป็นท่าที่ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกัน ช่วยพัฒนาความแข็งแรงได้ครอบคลุมและใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
- กำหนด Sets, Reps และ Load ตามเป้าหมาย หากเน้นความแข็งแรง ควรใช้จำนวนครั้งน้อยและน้ำหนักมาก เช่น 1–6 ครั้ง ส่วนการสร้างมวลกล้ามเนื้อมักใช้ช่วง 8–12 ครั้ง
- คุมฟอร์มให้ถูกก่อนเพิ่มน้ำหนัก ฟอร์มที่ดีคือพื้นฐานสำคัญของการฝึก เพราะช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานถูกจุดและลดโอกาสบาดเจ็บ
- พักระหว่างเซตตามเป้าหมายการฝึก หากเน้นความแข็งแรงสูงสุดด้วยน้ำหนักมากและจำนวนครั้งน้อย ควรพัก 2–5 นาที เพื่อให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อฟื้นตัวพอที่จะออกแรงได้เต็มที่ในเซตถัดไป ส่วนการฝึกเพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อในช่วง 8–12 ครั้ง ใช้เวลาพักประมาณ 60–90 วินาที ทั้งนี้หากพักสั้นจนทำจำนวนครั้งตามเป้าไม่ได้หรือฟอร์มเริ่มเสีย แสดงว่าควรเพิ่มเวลาพักขึ้น
Strength Training มีอะไรบ้าง? แบ่งเป็นกี่ประเภท เหมาะกับใคร?
สำหรับการฝึก Strength Training นั้นมีหลายรูปแบบให้เลือกตามระดับความพร้อม อุปกรณ์ และเป้าหมายของแต่ละคน ตั้งแต่มือใหม่ที่เริ่มจากการใช้น้ำหนักตัว ไปจนถึงผู้ที่ต้องการฝึกจริงจังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงสูงสุด โดยสามารถสรุปประเภทของ Strength Training ได้ดังต่อไปนี้
| ประเภท | อุปกรณ์ | เหมาะกับใคร |
| Bodyweight Strength Training | ไม่ต้องมีอุปกรณ์ | มือใหม่ หรือคนที่อยากฝึกที่บ้าน |
| Free Weight Training | ดัมเบล บาร์เบล | คนที่อยากเพิ่มน้ำหนักได้ต่อเนื่อง |
| Machine-Based Training | เครื่องออกกำลังกายในฟิตเนส | มือใหม่ที่ต้องการความปลอดภัยและควบคุมทิศทาง |
| Functional Strength Training | เคตเทิลเบล ยางยืด Trx | คนที่ต้องการเสริมความแข็งแรงของร่างกาย เพื่อนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน |
| Powerlifting | บาร์เบล, แผ่นน้ำหนัก, พาวเวอร์แร็ก, ม้านั่งเบนช์, เข็มขัดยกน้ำหนัก | คนที่มีพื้นฐานและต้องการฝึกแรงสูงสุดหรือเตรียมแข่งขัน |
| Olympic Weightlifting | บาร์เบลโอลิมปิก, แผ่นน้ำหนักยาง (bumper plate), แพลตฟอร์ม, รองเท้ายกน้ำหนัก | คนที่ต้องการพัฒนาพลังและควรฝึกกับโค้ชที่มีประสบการณ์ |
ข้อควรระวังของ Strength Training มีอะไรบ้าง?
แม้จะเป็นการฝึกที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย แต่จริง ๆ แล้วการฝึก Strength Training ก็มีข้อควรระวังที่สายออกกำลังกายควรใส่ใจเป็นพิเศษ
- ฝึกท่าไม่ถูกต้อง: หากฟอร์มไม่ถูกต้องก็อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะท่าที่ใช้หลายข้อต่อพร้อมกัน จึงแนะนำว่าควรเริ่มจากน้ำหนักเบาและโฟกัสท่าให้ถูกก่อน
- ใช้น้ำหนักมากเกินไป: การเพิ่มน้ำหนักโดยไม่สนใจความพร้อมของร่างกาย อาจทำให้ข้อต่อ เอ็น และกล้ามเนื้อรับแรงมากเกินไป
- ไม่ให้ร่างกายได้พักฟื้น: กล้ามเนื้อไม่ได้แข็งแรงขึ้นตอนฝึกอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยช่วงพักเพื่อซ่อมแซมและเติบโต ดังนั้น การฝึกหนักทุกวัน โดยไม่มีให้ร่างกายได้พัก อาจทำให้เกิดอาการล้าและเสี่ยงบาดเจ็บมากขึ้น
- มีโรคประจำตัวหรืออาการบาดเจ็บเดิม: หากเคยบาดเจ็บ มีอาการปวดเรื้อรัง หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มโปรแกรมฝึก
Strength Training เอาไปใส่ในโปรแกรมฝึกอย่างไร?
สำหรับมือใหม่ การเริ่มด้วยโปรแกรม Full Body สัปดาห์ละ 2–3 วัน และมีวันพักคั่นระหว่างสัปดาห์ เพราะช่วยให้ร่างกายได้เรียนรู้ฟอร์ม ทยอยปรับตัว และฟื้นตัวได้เพียงพอ โดยโปรแกรม 4 สัปดาห์ตามตารางดังต่อไปนี้จะค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นตามความพร้อมของร่างกาย เพื่อให้มือใหม่สามารถฝึกได้ต่อเนื่อง และป้องกันการบาดเจ็บในขณะที่ออกกำลังกาย
| สัปดาห์ | ความถี่/สัปดาห์ | โฟกัสหลัก | เซต × จำนวนครั้ง |
| สัปดาห์ที่ 1 | 2 วัน | เรียนรู้ฟอร์ม ใช้น้ำหนักเบา | 2 เซต × 10–12 ครั้ง |
| สัปดาห์ที่ 2 | 2–3 วัน | เพิ่มความคุ้นเคยกับท่า Compound | 3 เซต × 10 ครั้ง |
| สัปดาห์ที่ 3 | 3 วัน | เพิ่มน้ำหนักขึ้นเล็กน้อย | 3 เซต × 8–10 ครั้ง |
| สัปดาห์ที่ 4 | 3 วัน | ทดสอบความก้าวหน้าและปรับโปรแกรม | 3 เซต × 8 ครั้ง |
หมายเหตุ: โปรแกรมนี้เป็นตัวอย่างสำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ไม่มีข้อจำกัดทางการแพทย์ ควรเลือกน้ำหนักที่ยังควบคุมฟอร์มได้ครบทุกครั้ง และไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักตามตาราง หากยังทำท่าได้ไม่มั่นคง
ติดตามผล Strength Training อย่างไร

การวัดผลคือสิ่งที่ทำให้คุณเห็นพัฒนาการได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของ 1RM (น้ำหนักสูงสุดที่ยกได้หนึ่งครั้ง), Volume Load, การอยู่ในโซนหัวใจที่เหมาะสม และความพร้อมในการฟื้นตัว ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณรู้ว่าควรเพิ่มความหนักเมื่อไหร่ และควรพักเมื่อไหร่ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ Overtraining
สำหรับใครที่ฝึก Strength Training เป็นประจำ นาฬิกา Garmin เกือบทุกรุ่นรองรับโหมด Strength Training ที่ช่วยนับ Reps และ Sets ให้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าคุณกำลังมองหาการฝึกที่ผสมผสานทั้ง Strength และ Cardio หรือที่เรียกว่า Hybrid Training การมีสมาร์ทวอทช์มัลติสปอร์ตอย่าง Garmin fēnix 8 หรือรุ่นใหม่อย่าง Garmin fēnix 9 ก็จะช่วยให้การติดตามการฝึกเป็นระบบมากขึ้น
ด้วยโหมดการฝึกที่รองรับทั้งการฝึกความแข็งแรงและคาร์ดิโอ คุณสามารถปรับรูปแบบการฝึกให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเองได้มากขึ้น พร้อมฟีเจอร์แสดงท่าฝึกด้วยภาพเคลื่อนไหวและแผนผังกลุ่มกล้ามเนื้อ รวมถึงการฝึกความแข็งแรงแบบเจาะจงสำหรับกีฬา ที่ช่วยแนะนำการฝึกกลุ่มกล้ามเนื้อเป้าหมายให้เหมาะกับกีฬานั้น ๆ
สำหรับใครที่จริงจังกับ Hybrid Training และมีเป้าหมายไปถึงการลงแข่งขัน ฟีเจอร์อย่าง Garmin Coach ก็สามารถช่วยวางแผนการฝึกทั้งด้านความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อให้เหมาะกับคุณมากขึ้น ขณะที่ Training Load และ Training Readiness ช่วยให้คุณติดตามระดับความหนักของการฝึกซ้อม และประเมินความพร้อมในการฝึกแต่ละวัน ทำให้รู้ว่าช่วงไหนควรลุยต่อ และวันไหนควรพักเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัว
สรุป: เริ่มต้น Strength Training อย่างมั่นใจไปกับ Garmin
จะเห็นได้เลยว่า Strength Training ไม่ได้เป็นเพียงการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ แต่เป็นการลงทุนกับร่างกายในระยะยาว ทั้งช่วยเสริมความแข็งแรง ทำให้รูปร่างกระชับขึ้น สนับสนุนระบบเผาผลาญ และช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวันได้คล่องตัวมากขึ้น เมื่อเริ่มจากฟอร์มที่ถูกต้อง ค่อย ๆ เพิ่มความหนักอย่างเหมาะสม และให้เวลาร่างกายได้ฟื้นตัว ทุกครั้งที่ฝึกจะกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวที่พาคุณเข้าใกล้เป้าหมายสุขภาพที่แข็งแรงและยั่งยืนมากขึ้น
เมื่อการฝึก Strength Training เริ่มจริงจังขึ้น การมีข้อมูลประกอบการฝึกจะช่วยให้คุณเข้าใจร่างกายและวางแผนได้แม่นยำกว่าเดิม Garmin fēnix 8 อีกหนึ่งตัวช่วยที่เหมาะกับสาย Strength Training เพราะสามารถบันทึกการฝึกผ่าน Strength Activity Tracking ที่นับ Reps และ Sets ให้อัตโนมัติ พร้อมดูข้อมูล Training Load และ Training Readiness เพื่อให้ปรับความหนักและการพักฟื้นได้เหมาะสมในแต่ละเซสชัน
คำถามที่พบบ่อย
Q: Strength Training ต่างจาก Weight Training อย่างไร?
A: Weight Training คือการฝึกโดยใช้น้ำหนักเป็นแรงต้าน ส่วน Strength Training จะครอบคลุมทั้งการใช้น้ำหนักตัว ยางยืด ดัมเบล บาร์เบล และเครื่องออกกำลังกาย หรืออธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ Weight Training เป็นส่วนหนึ่งของ Strength Training นั่นเอง
Q: มือใหม่ควรเริ่ม Strength Training กี่วัน/สัปดาห์?
A: สำหรับมือใหม่ควรเริ่มฝึก Strength Training 2–3 วันต่อสัปดาห์ โดยควรออกแบบโปรแกรมการฝึกให้มีวันพัก เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นตัว เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น และคุ้นเคยกับฟอร์มแล้ว จึงค่อยเพิ่มความถี่หรือความหนักขึ้น
Q: Strength Training ลดน้ำหนักได้จริงไหม?
A: ช่วยได้ แต่ไม่ใช่ตัวเอกของเรื่อง หัวใจของการลดน้ำหนักยังอยู่ที่พลังงานเข้าน้อยกว่าพลังงานออก สิ่งที่ Strength Training ทำได้ดีกว่าคือช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ระหว่างที่คุมอาหาร น้ำหนักที่ลดจึงมาจากไขมันมากกว่ากล้ามเนื้อ รูปร่างเลยดูกระชับกว่าการลดด้วยคาร์ดิโออย่างเดียว ส่วน Afterburn Effect (EPOC) มีจริง แต่คิดเป็นแค่ราว 6–15% ของแคลอรีที่เผาระหว่างฝึกเท่านั้น ถ้าฝึกไป 300 แคลอรี ก็เผาต่อหลังฝึกอีกประมาณ 20–45 แคลอรี ไม่ได้เยอะอย่างที่หลายคนเข้าใจ
Q: ผู้หญิงฝึก Strength Training แล้วจะตัวใหญ่ไหม?
A: ไม่ใหญ่แบบที่กังวลกัน ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จากจุดเริ่มต้น ผู้หญิงเพิ่มกล้ามเนื้อได้ใกล้เคียงผู้ชายก็จริง แต่ขนาดที่เพิ่มขึ้นจริง ๆ เป็นกิโลกรัมจะน้อยกว่ามาก เพราะฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำกว่าหลายเท่า และการจะตัวใหญ่ระดับนักเพาะกายต้องอาศัยการฝึกหนัก กินเกินพลังงาน และเวลาอีกหลายปี สิ่งที่คนส่วนใหญ่เจอในปีแรกคือรูปร่างกระชับขึ้น ไม่ใช่ใหญ่ขึ้น
Q: Strength Training ที่บ้านโดยไม่ใช้อุปกรณ์ทำได้ไหม?
A: สามารถฝึก Strength Training โดยไม่ใช้อุปกรณ์ได้ ด้วยการฝึกแบบ Bodyweight เช่น Squat, Push-Up, Lunge และ Plank ซึ่งจะเป็นการฝึกโดยใช้น้ำหนักตัวเป็นแรงต้าน
Q: Strength Training เหมาะกับนักวิ่งไหม?
A: การฝึก Strength Training ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการฝึกที่เหมาะกับนักวิ่ง เพราะช่วยเสริมกล้ามเนื้อขา สะโพก และแกนกลางลำตัว ทำให้ฟอร์มวิ่งมั่นคงขึ้น ส่งแรงได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงบาดเจ็บจากการวิ่งซ้ำ ๆ โดยแนะนำว่าควรฝึกสัปดาห์ละ 1-2 วันเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการวิ่ง