Easy Run คืออะไร? วิ่ง Easy Run อย่างไรให้ถูกโซน ถูก Pace และควรวิ่งกี่นาที
นักวิ่งหลายคนอาจเชื่อว่าต้องเร่ง Pace ให้เร็วขึ้นทุกครั้งที่ออกไปวิ่ง จึงจะเห็นพัฒนาการและได้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ในความเป็นจริง พัฒนาการที่ดีไม่ได้มาจากการซ้อมหนักทุกวันเพียงอย่างเดียว ร่างกายยังต้องการวันที่ได้วิ่งในจังหวะสบาย ๆ เพื่อสร้างสมดุล สร้างพื้นฐานความฟิต และเตรียมพร้อมสำหรับการซ้อมที่หนักขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Easy Run เป็นหนึ่งในรูปแบบการซ้อมพื้นฐานที่นักวิ่งทุกระดับควรรู้จัก แม้จะเป็นการวิ่งด้วยความเร็วไม่สูง แต่มีบทบาททั้งในการสร้างความอึด ฟื้นฟูร่างกาย และช่วยให้ซ้อมได้ต่อเนื่องมากขึ้น แล้ววิ่ง Easy Run ต้องช้าแค่ไหน ควรอยู่ใน Heart Rate Zone ใด และควรใช้เวลากี่นาที บทความนี้ Garmin จะพาไปทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ เพื่อให้การวิ่งเบาแต่ละครั้งมีเป้าหมายชัดเจนยิ่งขึ้น
Highlights
ประโยชน์ของการวิ่ง Easy Run มีอะไรบ้าง?
Easy Run วิ่งโซนไหน? ต้องเหนื่อยแค่ไหน?
Easy Run ควรวิ่ง Pace เท่าไหร่?
Easy Run ควรวิ่งกี่นาที กี่กิโล และกี่ครั้งต่อสัปดาห์?
Easy Run ต่างจาก Long Run, Tempo Run, Interval และ Daily Run อย่างไร?
ใช้นาฬิกา Garmin ช่วยวิ่ง Easy Run ให้ถูกโซนได้อย่างไร?
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ Easy Run ไม่ Easy มีอะไรบ้าง?
Garmin Forerunner ช่วยคุมจังหวะ Easy Run ได้อย่างไร?
Easy Run คืออะไร?
Easy Run คือ การวิ่งในจังหวะสบายที่ยังพูดคุยเป็นประโยคได้โดยไม่หอบ หรือที่เรียกว่า Conversational Pace ความหนักของการวิ่งจะอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง ทำให้ร่างกายสามารถสร้างพลังงานผ่านระบบแอโรบิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เพิ่มภาระต่อกล้ามเนื้อและระบบต่าง ๆ มากเกินไป
สิ่งสำคัญของ Easy Run คือ การวิ่งโดยไม่ต้องพยายามทำความเร็ว แต่เน้นความสบายและความต่อเนื่อง เพื่อค่อย ๆ สร้างความแข็งแรง เพิ่มความทนทาน ช่วยให้สะสมระยะทางได้มากขึ้น และจัดการความล้าได้ง่ายขึ้น
ประโยชน์ของการวิ่ง Easy Run มีอะไรบ้าง?

การวิ่งช้าลงไม่ได้หมายความว่าร่างกายพัฒนาน้อยลง เพราะ Easy Run ช่วยสร้างพื้นฐานหลายด้านที่จำเป็นต่อการวิ่งระยะยาว นักวิ่งจึงมักให้ความสำคัญกับการซ้อมเบาในตารางฝึก โดยประโยชน์หลักของการวิ่ง Easy Run มีดังนี้
- สร้างฐานแอโรบิกและเพิ่มความอึด ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของหัวใจ ระบบไหลเวียนเลือด และกล้ามเนื้อในการรับและใช้ออกซิเจน ทำให้สามารถวิ่งต่อเนื่องได้นานขึ้น
- ฝึกให้ร่างกายใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพ การวิ่งที่ความหนักต่ำช่วยฝึกระบบแอโรบิก และเพิ่มความสามารถในการนำไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ควบคู่กับคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในร่างกาย
- ลดภาระจากการซ้อมหนักต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับการวิ่งเร็ว Easy Run สร้างความเครียดต่อร่างกายน้อยกว่า จึงช่วยควบคุมความล้าและลดโอกาสเกิดปัญหาจากการฝึกหนักเกินไป
- ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวระหว่างวันซ้อมหนัก การเคลื่อนไหวในระดับเบาช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด โดยไม่เพิ่มภาระมากเกินไป จึงสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของวัน Recovery ได้
- ช่วยสะสมระยะทางได้อย่างต่อเนื่อง เพราะใช้ความหนักไม่สูง นักวิ่งจึงสามารถเพิ่มปริมาณการฝึกในแต่ละสัปดาห์ได้ โดยไม่ต้องวิ่งหนักทุกครั้ง
- ทำให้การวิ่งผ่อนคลายและสนุกขึ้น Easy Run เป็นวันที่ไม่ต้องกังวลกับการทำความเร็ว ช่วยให้ได้โฟกัสกับจังหวะการหายใจ ร่างกาย และบรรยากาศรอบตัว พร้อมสร้างความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายระยะยาว
Easy Run วิ่งโซนไหน? ต้องเหนื่อยแค่ไหน?
เกณฑ์ง่าย ๆ ของการวิ่ง Easy Run คือ การวิ่งในระดับที่ยังรู้สึกสบาย และพูดคุยเป็นประโยคยาว ๆ ได้โดยไม่ต้องหยุดหายใจ หากต้องการตัวเลขไว้อ้างอิงระหว่างวิ่ง แนะนำให้ดูค่า Heart Rate โดยอิงจาก Zone 2 เพื่อใช้ประเมินตัวเองเบื้องต้น
ทั้งนี้ ควรตั้งค่าโซนหัวใจให้เหมาะกับร่างกายของตัวเองก่อน เพราะตัวเลข 60-70% ของ Max HR ที่หลายระบบใช้เป็นเพียงค่าประมาณจากบางรูปแบบการแบ่งโซน และอาจไม่ตรงกับระดับ Easy Run ของทุกคน
| โซน | % ของ Max HR | ความรู้สึกในการวิ่ง | วัตถุประสงค์ในการซ้อม |
| Zone 1 | 50 – 60% | เบา หายใจสบาย ไม่รู้สึกเหนื่อย | วอร์มอัพ คูลดาวน์ และฟื้นฟูระดับเบามาก |
| Zone 2 | 60 – 70% | เหนื่อยปานกลาง พูดคุยต่อเนื่องได้สบาย ร้องเพลงได้สั้น ๆ | Easy Run / Base Run พัฒนาระบบแอโรบิกและการใช้ไขมัน |
| Zone 3 | 70 – 80% | เริ่มหายใจถี่ขึ้น พูดได้ทีละประโยคสั้น ๆ | Aerobic Endurance / Tempo ระดับเริ่มต้น |
| Zone 4 | 80 – 90% | เหนื่อยหนัก พูดได้แค่เป็นคำ ๆ หายใจแรง | Threshold / ช่วยให้รักษาความเร็วระดับหนักต่อเนื่องได้นานขึ้น |
| Zone 5 | 90 – 100% | เหนื่อยถึงขีดสุด ไม่สามารถพูดคุยได้ | VO2 Max / Anaerobic Interval ซ้อมความเร็วสูงสุด |
Easy Run ควรวิ่ง Pace เท่าไหร่?
สิ่งแรกที่ควรเข้าใจคือ Easy Run ไม่ใช่การวิ่งเพื่อทำสถิติความเร็ว การกำหนด Pace สำหรับ Easy Run จึงควรอิงจากสมรรถภาพปัจจุบันของตัวเอง โดยสามารถใช้ผลการแข่งขันล่าสุดเป็นแนวทางได้ดังนี้
| ผลการแข่งขัน 5K ล่าสุด | เวลาวิ่ง 10K* | Easy Pace โดยประมาณ (นาที/กม.) |
| 20:00 นาที | 41:28 นาที | 4:54-5:53 |
| 25:00 นาที | 51:53 นาที | 6:03-7:14 |
| 30:00 นาที | 1:02:23 ชม. | 7:11-8:32 |
| 35:00 นาที | 1:12:53 ชม. | 8:17-9:48 |
| 40:00 นาที | 1:23:22 ชม. | 9:22-11:01 |
*หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นค่าประมาณจาก Daniels VDOT โดยใช้ผลการแข่งขันเป็นตัวอ้างอิง Easy Pace ของแต่ละคนอาจแตกต่างจากช่วงที่แสดงได้ จึงควรดูความรู้สึกขณะวิ่งร่วมด้วย โดย Easy Run ควรอยู่ในระดับที่หายใจสบายและยังพูดคุยเป็นประโยคได้ต่อเนื่อง
ข้อควรระวัง: วันที่มีอากาศร้อนจัด ชื้น หรือเส้นทางเป็นเนิน ความเร็วจะต้องลดลงเพื่อรักษาอัตราการเต้นหัวใจให้อยู่ในเกณฑ์
Easy Run ควรวิ่งกี่นาที กี่กิโล และกี่ครั้งต่อสัปดาห์?

การวิ่ง Easy Run คือ การวิ่งที่เน้นความสม่ำเสมอมากกว่าการพยายามทำระยะทางให้ได้มากในครั้งเดียว โดยทั่วไปสามารถวิ่ง Easy Run ได้ประมาณ 2-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ตามระดับความฟิตและตารางซ้อม ส่วนระยะทางไม่จำเป็นต้องกำหนดตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับ Pace ของแต่ละคน การใช้เวลาเป็นตัวกำหนดจึงง่ายกว่า
มือใหม่: 20-30 นาที (สลับเดินได้)
ผู้เริ่มต้นควรเน้น Time on Feet หรือเวลาที่ร่างกายเคลื่อนไหวต่อเนื่อง หากเริ่มหอบหรือหัวใจเต้นสูงกว่าระดับที่ตั้งไว้ สามารถสลับเดินเร็วได้ เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวกับการวิ่งโดยไม่เพิ่มความหนักเร็วเกินไป
ทั่วไป: 30-60 นาที
เมื่อร่างกายและระบบแอโรบิกแข็งแรงขึ้น สามารถเพิ่มเวลา Easy Run เป็นประมาณ 30-60 นาที โดยยังรักษาความหนักในระดับสบาย การให้การวิ่งเบาเป็นสัดส่วนหลักของตารางซ้อม จะช่วยสร้างความทนทานและทำให้สะสมระยะทางได้ต่อเนื่องมากขึ้น
Recovery Run หลังวันซ้อมหนัก: 20-40 นาที
หลังวันซ้อมหนักหรือการแข่งขัน อาจเลือกวิ่งเบาประมาณ 20-40 นาทีเพื่อขยับร่างกายและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด โดยควรรักษาความเข้มข้นให้ต่ำกว่าวันซ้อมปกติ หากยังรู้สึกล้ามากหรือมีอาการเจ็บ การพักเต็มวันอาจเหมาะสมกว่า
| ระดับนักวิ่ง | ระยะเวลาต่อเซสชัน | ระยะทางเฉลี่ย | ความถี่ต่อสัปดาห์ |
| มือใหม่ (Beginner) | 20 – 30 นาที | 2 – 4 กิโลเมตร | 2 – 3 วัน / สัปดาห์ |
| ทั่วไป (Intermediate) | 30 – 60 นาที | 5 – 8 กิโลเมตร | 3 – 4 วัน / สัปดาห์ |
| ซ้อมฮาล์ฟ/มาราธอน | 45 – 75 นาที | 6 – 12 กิโลเมตร | 4 – 5 วัน / สัปดาห์ |
| Recovery Run | 20 – 35 นาที | 2 – 4 กิโลเมตร | 1 วัน (หลังวันซ้อมหนัก) |
Easy Run ต่างจาก Long Run, Tempo Run, Interval และ Daily Run อย่างไร?
ความแตกต่างที่เด่นชัดของ Easy Run คือการเน้นสร้างฐานแอโรบิกและช่วยฟื้นฟูร่างกาย โดยไม่ก่อให้เกิดความล้าสะสม ซึ่งต่างจากการวิ่งรูปแบบอื่น ดังนี้
| ประเภทการวิ่ง | ความหนัก (โซน / % Max HR โดยประมาณ) | ระยะเวลาโดยประมาณ | เป้าหมายของการซ้อม |
| Easy Run | Zone 2 / 60-70% | 20-60 นาที | สร้างพื้นฐานระบบแอโรบิก สะสมระยะทาง และช่วยจัดการความล้าจากการซ้อม |
| Daily Run | ไม่ตายตัว โดยทั่วไป Zone 2-3 / 60-80% หากเป็นการวิ่งทั่วไป | 30-60 นาที | รักษาความสม่ำเสมอและระดับความฟิต โดยความหนักขึ้นอยู่กับเป้าหมายของวันนั้น |
| Long Run | ส่วนใหญ่อยู่ Zone 2-ต้น Zone 3 / ประมาณ 60-80% | 60-180 นาทีขึ้นไป ตามระดับและแผนการฝึก | พัฒนาความทนทานจากการวิ่งต่อเนื่อง ฝึกการจัดการพลังงาน และเตรียมร่างกายสำหรับระยะทางที่ไกลขึ้น |
| Tempo / Threshold Run | Zone 4 / ประมาณ 80-90% | ประมาณ 20-40 นาทีในช่วง Tempo | พัฒนาความสามารถในการรักษาความเร็วระดับหนักต่อเนื่อง และยกระดับ Lactate Threshold |
| Interval Run | Zone 4-5 / ประมาณ 80-100% โดยช่วงท้ายของแต่ละรอบอาจขึ้นสู่ Zone 5 | ช่วงวิ่งหนักประมาณ 2-5 นาที/รอบ สลับช่วงพัก | พัฒนา VO₂max ความเร็ว และความสามารถในการวิ่งที่ความเข้มข้นสูง |
หมายเหตุ: Heart Rate Zone และ % Max HR ในตารางเป็นค่าประมาณตามระบบแบ่งโซนจากอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด โดยช่วงที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันตามระดับความฟิต วิธีตั้ง Heart Rate Zone และรูปแบบการฝึกของแต่ละคน จึงควรดูความรู้สึกขณะวิ่งและเป้าหมายของการซ้อมร่วมด้วย
ใช้นาฬิกา Garmin ช่วยวิ่ง Easy Run ให้ถูกโซนได้อย่างไร?

หนึ่งในความท้าทายของการวิ่ง Easy Run คือ การควบคุมตัวเองไม่ให้เผลอเร่งความเร็วเกินไป สมาร์ทวอทช์อย่าง Garmin จึงเป็นตัวช่วยที่ทำให้ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ ความหนักของการซ้อม และการฟื้นตัวได้สะดวกขึ้น เพื่อให้ Easy Run แต่ละครั้งอยู่ในระดับที่เหมาะกับร่างกายมากขึ้น
ตั้งค่า Heart Rate Zone ให้เหมาะกับตัวเอง
การตั้ง Heart Rate Zone ให้เหมาะกับแต่ละคนช่วยให้การคุม Easy Run มีความเฉพาะตัวมากขึ้น โดยสามารถอ้างอิงได้ทั้ง Max HR, Heart Rate Reserve (HRR) หรือ Lactate Threshold ตามข้อมูลและรูปแบบการฝึกที่ใช้อยู่
ตั้ง HR Alert แจ้งเตือนเมื่อหัวใจออกนอกโซน ช่วยไม่ให้เผลอวิ่งเร็วเกินไป
ในวันที่ตั้งใจวิ่งเบาแต่ Pace ค่อย ๆ เร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว สามารถใช้ HR Alert กำหนดช่วงอัตราการเต้นของหัวใจที่ต้องการได้ เมื่อตัวเลขออกนอกช่วง นาฬิกาจะส่งการแจ้งเตือน ช่วยให้ปรับ Pace กลับมาได้โดยไม่ต้องคอยมองหน้าจอตลอดเวลา
Daily Suggested Workouts แนะนำวัน Base / Recovery ให้อัตโนมัติ
Daily Suggested Workouts ช่วยแนะนำรูปแบบการฝึกในแต่ละวันจากข้อมูลการออกกำลังกายและการฟื้นตัว เช่น Base Run หรือ Recovery ทำให้นักวิ่งมีแนวทางว่าควรวิ่งเบาแค่ไหน หรือวันนั้นเหมาะกับการเพิ่มความหนักหรือไม่
Training Effect และ Training Status ช่วยเช็กว่า Easy Run วันนี้เบาจริงหรือไม่
หลังวิ่งสามารถดู Training Effect เพื่อประเมินว่าเซสชันนั้นสร้างผลต่อระบบแอโรบิกมากน้อยเพียงใด พร้อมใช้ Training Status ดูภาพรวมของภาระการฝึกและแนวโน้มความฟิต ช่วยให้รู้ว่า Easy Run ยังอยู่ในเป้าหมายของวันหรือเริ่มหนักเกินแผน
Recovery Time / HRV Status / Body Battery บอกความพร้อมว่าควรซ้อมหนักหรือวิ่งเบาต่อ
ก่อนเริ่มซ้อม สามารถดู Recovery Time, HRV Status และ Body Battery ประกอบกันเพื่อประเมินความพร้อมของร่างกาย หากยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อาจเลือก Easy Run ลดความหนัก หรือเพิ่มเวลาพัก เพื่อให้ตารางฝึกสมดุลและต่อเนื่องมากขึ้น
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ Easy Run ไม่ Easy มีอะไรบ้าง?
แม้ชื่อจะบอกว่า Easy แต่หลายคนกลับเผลอวิ่งหนักกว่าที่ตั้งใจ เพราะคิดว่ายิ่งเหนื่อยยิ่งได้ผล ทั้งที่สิ่งสำคัญของการวิ่ง Easy Run คือ การรักษาความหนักให้อยู่ในระดับสบาย เพื่อสร้างฐานความฟิตและช่วยจัดการความล้าจากการซ้อม โดยข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ได้แก่
- วิ่งเร็วเกินไปจนความหนักสูงกว่าที่วางไว้ หากหัวใจขึ้นไปอยู่ในโซนที่สูงต่อเนื่อง Easy Run อาจกลายเป็นการซ้อมระดับปานกลาง ทำให้ร่างกายรับภาระมากกว่าที่ตั้งใจและใช้เวลาฟื้นตัวมากขึ้น
- วิ่งตาม Pace ของเพื่อนหรือตัวเลขจากแอปฯ อื่น Easy Pace ของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับระดับความฟิต อายุ สภาพร่างกาย และการพักผ่อน การวิ่ง Easy Run จึงควรอ้างอิงความรู้สึกและข้อมูลของตัวเองมากกว่าเปรียบเทียบกับคนอื่น
- ดูแค่ Pace โดยไม่ดูการตอบสนองของร่างกาย วันที่อากาศร้อน พักผ่อนน้อย หรือร่างกายล้า อัตราการเต้นของหัวใจอาจสูงขึ้นแม้วิ่งด้วย Pace เดิม จึงควรดูทั้ง Heart Rate การหายใจ และความรู้สึกประกอบกัน
- ไม่ยอมลดความเร็วหรือเดินเมื่อเริ่มเหนื่อย หาก Heart Rate สูงกว่าช่วงที่ต้องการ การชะลอ Pace หรือเดินสลับเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะมือใหม่ เพราะช่วยควบคุมความหนักให้กลับมาอยู่ในระดับสบายได้ง่ายขึ้น
- วิ่ง Easy ทุกวันโดยไม่มีการซ้อมรูปแบบอื่น Easy Run เป็นพื้นฐานสำคัญ แต่หากมีเป้าหมายพัฒนาความเร็วหรือสมรรถภาพ ควรจัดตารางให้สมดุลกับการซ้อมประเภทอื่น เช่น Tempo, Interval หรือ Long Run ตามระดับความฟิตและเป้าหมายของแต่ละคน
Garmin Forerunner ช่วยคุมจังหวะ Easy Run ได้อย่างไร?
การวิ่ง Easy Run ให้ได้ผลไม่ใช่การพยายามรักษา Pace ให้เร็วที่สุด แต่คือการรู้ว่าร่างกายกำลังออกแรงมากแค่ไหน และปรับจังหวะให้เหมาะกับตัวเอง Garmin Forerunner 170 เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับนักวิ่งระดับเริ่มต้นที่ต้องการติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ Pace ระยะทาง และข้อมูลการวิ่งผ่าน GPS ได้จากข้อมือ ทำให้สังเกตได้ง่ายขึ้นว่าในวันที่ตั้งใจวิ่งเบา ร่างกายยังอยู่ในระดับความหนักตามเป้าหมายหรือไม่
นอกจากนี้ยังรองรับ Daily Suggested Workouts ที่ช่วยแนะนำการฝึกในแต่ละวันตามข้อมูลการออกกำลังกาย พร้อมฟีเจอร์ด้าน Training Readiness และ Training Status สำหรับดูความพร้อมและภาพรวมของการฝึก จึงช่วยให้วางแผนได้ง่ายขึ้นว่าวันไหนควรรักษาจังหวะ Easy Run หรือวันไหนพร้อมสำหรับการซ้อมที่หนักขึ้น โดย Forerunner 170 ใช้งานได้สูงสุด 10 วันในโหมดสมาร์ทวอทช์ จึงสามารถติดตามการฝึกและการฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับนักวิ่งที่ต้องการยกระดับการฝึกให้จริงจังยิ่งขึ้น หรือกำลังวางแผนฝึกซ้อมไตรกีฬา Garmin Forerunner 570 และ Forerunner 970 ก็เป็นอีกสองรุ่นที่น่าจะตอบโจทย์มากกว่า ด้วยข้อมูลการฝึกซ้อมเชิงลึกที่ช่วยให้วางแผนและพัฒนาการฝึกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: Easy Run ควรวิ่งโซนไหน?
A: โดยทั่วไป Easy Run ควรวิ่งให้อยู่ในอัตราการเต้นหัวใจ Zone 2 ประมาณ 60-70% ของ Max HR หรือระดับที่ยังหายใจสบายและพูดคุยเป็นประโยคได้ อย่างไรก็ตาม ช่วงอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันตามวิธีคำนวณโซนและระดับความฟิตของแต่ละคน จึงควรดูทั้ง Heart Rate และความรู้สึกขณะวิ่งประกอบกัน
Q: Easy Run ควรวิ่งกี่นาทีถึงจะพอ?
A: นักวิ่งทั่วไปสามารถใช้เวลาประมาณ 30-60 นาทีต่อครั้ง ส่วนมือใหม่อาจเริ่มจาก 20-30 นาที และสลับเดินได้หากเริ่มเหนื่อยเกินระดับสบาย เมื่อร่างกายปรับตัวดีขึ้นจึงค่อยเพิ่มระยะเวลาตามความเหมาะสม
Q: Long Run กับ Easy Run ต่างกันอย่างไร?
A: Easy Run เน้นวิ่งด้วยความหนักระดับสบายและไม่ใช้เวลานานเกินไป ส่วน Long Run เน้นระยะเวลาหรือระยะทางที่ยาวขึ้นเพื่อพัฒนาความทนทาน แม้ Long Run หลายครั้งจะวิ่งด้วยความเข้มข้นใกล้เคียง Easy Pace แต่บางแผนการฝึกอาจมีช่วงเพิ่มความเร็วตามเป้าหมายของการซ้อม
Q: Easy Run กับ Daily Run ต่างกันอย่างไร?
A: Easy Run เป็นรูปแบบการซ้อมที่มีเป้าหมายชัดเจนในการควบคุมความหนักให้อยู่ในระดับสบาย ส่วน Daily Run เป็นคำที่ใช้เรียกการวิ่งประจำวันได้กว้างกว่า ซึ่งอาจเป็น Easy Run หรือการซ้อมรูปแบบอื่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับตารางและเป้าหมายของวันนั้น
Q: วิ่ง Easy Run แล้วทำไมหัวใจยังเต้นสูง?
A: หัวใจที่เต้นสูงกว่าปกติไม่ได้เกิดจาก Pace เพียงอย่างเดียว เพราะอาจได้รับผลจากอากาศร้อน การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความล้า ภาวะขาดน้ำ หรือระดับความฟิตในช่วงนั้น หากตั้งใจ Easy Run แต่หัวใจสูงต่อเนื่อง ควรลดความเร็วหรือสลับเดิน เพื่อพาความหนักกลับมาอยู่ในระดับที่รู้สึกสบาย