ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง เผาผลาญกี่แคลอรี่ ? พร้อมตารางเปรียบเทียบทุกกิจกรรม
ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง เผาผลาญได้เท่าไหร่กันแน่ ? คำตอบคือขึ้นอยู่กับประเภทของกิจกรรม และปัจจัยส่วนบุคคล โดยทั่วไปแล้ว การออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง สามารถเผาผลาญได้ตั้งแต่ 150 ถึง 1,000 แคลอรี่ ซึ่งช่วงกว้างขนาดนี้ทำให้หลายคนสับสนว่าตัวเองเผาผลาญได้จริงเท่าไหร่
ในบทความนี้จะอธิบายอย่างละเอียดว่าแต่ละกิจกรรมในการออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง เผาผลาญแคลอรี่ได้เท่าไหร่ พร้อมตารางเปรียบเทียบแยกตามน้ำหนักตัว และเคล็ดลับที่ช่วยให้การออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด
ตารางเปรียบเทียบออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง เผาผลาญกี่แคลอรี่?
ตารางด้านล่างนี้แสดงค่าเฉลี่ยของแคลอรี่ที่เผาผลาญจากการออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง แบ่งตามน้ำหนักตัว 3 ระดับ อ้างอิงจากข้อมูลของ Harvard Health Publishing และ American Council on Exercise (ACE)
| กิจกรรม | น้ำหนัก 55 กก. | น้ำหนัก 70 กก. | น้ำหนัก 85 กก. |
| วิ่งจ๊อกกิ้ง (8 กม./ชม.) | 420 Kcal | 530 Kcal | 640 Kcal |
| วิ่งเร็ว (10 กม./ชม.) | 550 Kcal | 700 Kcal | 850 Kcal |
| ว่ายน้ำ (ความเร็วปานกลาง) | 360 Kcal | 450 Kcal | 530 Kcal |
| ปั่นจักรยาน (ความเร็วปานกลาง) | 350 Kcal | 440 Kcal | 530 Kcal |
| HIIT (High-Intensity Interval Training) | 500 Kcal | 650 Kcal | 800 Kcal |
| เต้นแอโรบิก / ซุมบ้า | 380 Kcal | 480 Kcal | 580 Kcal |
| กระโดดเชือก | 450 Kcal | 560 Kcal | 680 Kcal |
| ต่อยมวย / คิกบ็อกซิ่ง | 420 Kcal | 530 Kcal | 640 Kcal |
| เวทเทรนนิ่ง (ความหนักปานกลาง) | 220 Kcal | 280 Kcal | 340 Kcal |
| เดินเร็ว (6 กม./ชม.) | 200 Kcal | 250 Kcal | 310 Kcal |
| โยคะ (ทั่วไป) | 150 Kcal | 190 Kcal | 230 Kcal |
| ตีแบดมินตัน | 350 Kcal | 440 Kcal | 530 Kcal |
ทำไมคนแต่ละคนออกกำลังกายเท่ากัน แต่เผาผลาญไม่เท่ากัน?
หลายคนสงสัยว่าทำไมออกกำลังกายท่าเดียวกัน เวลาเท่ากัน แต่เพื่อนเผาผลาญได้มากกว่า? นั่นเป็นเพราะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเผาผลาญแคลอรี่ ได้แก่
1. น้ำหนักตัว
ยิ่งน้ำหนักตัวมาก ร่างกายยิ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการเคลื่อนไหว ตัวอย่างเช่น คนหนัก 85 กก. วิ่ง 1 ชั่วโมง เผาผลาญได้มากกว่าคนหนัก 55 กก. ราว 50% ทั้ง ๆ ที่วิ่งด้วยความเร็วเดียวกัน

2. มวลกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อเป็นเนื้อเยื่อที่ใช้พลังงานสูงกว่าไขมัน คนที่มีมวลกล้ามเนื้อมากจะมีอัตราการเผาผลาญพื้นฐาน (BMR) สูงกว่า หมายความว่าแม้แต่ตอนนั่งเฉย ๆ ก็ยังเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่า
3. เพศ
โดยทั่วไปผู้ชายมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่าผู้หญิง จึงมีแนวโน้มเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าเมื่อออกกำลังกายในกิจกรรมเดียวกัน
4. อายุ
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น อัตราการเผาผลาญจะลดลงเนื่องจากมวลกล้ามเนื้อลดลงตามธรรมชาติ คนอายุ 40 ปี จึงอาจเผาผลาญน้อยกว่าคนอายุ 25 ปี แม้ออกกำลังกายแบบเดียวกัน

5. ความหนัก (Intensity) ของการออกกำลังกาย
นี่คือปัจจัยที่ควบคุมได้มากที่สุด การวิ่ง 1 ชั่วโมง ด้วยความเร็ว 10 กม./ชม. เผาผลาญมากกว่าการวิ่งด้วยความเร็ว 6 กม./ชม. อย่างเห็นได้ชัด เพราะหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นและกล้ามเนื้อต้องใช้พลังงานมากขึ้น
6. อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน (BMR)
BMR คือพลังงานที่ร่างกายใช้เพื่อรักษาการทำงานพื้นฐาน เช่น หายใจ สูบฉีดเลือด และรักษาอุณหภูมิร่างกาย คนที่มี BMR สูงจะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าตลอดทั้งวัน รวมถึงช่วงออกกำลังกายด้วย
ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง ผอมไหม? ลดน้ำหนักได้จริงหรือเปล่า?
ได้ แต่มีเงื่อนไข การจะลดน้ำหนักได้จริงนั้นขึ้นอยู่กับหลักการสำคัญที่เรียกว่า Calorie Deficit หรือการทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากกว่าที่ได้รับเข้าไป
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติว่าเป็นผู้หญิงน้ำหนัก 65 กก. และเลือกวิ่งจ๊อกกิ้งวันละ 1 ชั่วโมง
- แคลอรี่ที่เผาผลาญจากการวิ่ง 1 ชั่วโมง ≈ 480 Kcal
- ถ้าวิ่งสม่ำเสมอ 5 วันต่อสัปดาห์ = 2,400 Kcal/สัปดาห์
- ไขมัน 1 กก. เท่ากับประมาณ 7,700 Kcal
- ดังนั้นใน 1 เดือน (4 สัปดาห์) จะเผาผลาญไขมันได้ประมาณ 1.2 กก.
แต่ถ้ากินเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ไม่ว่าจะออกกำลังกายหนักแค่ไหน น้ำหนักก็อาจไม่ลด ดังนั้น การควบคุมอาหารร่วมด้วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร แค่กินให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย
- อย่าดูแค่ตัวเลขน้ำหนัก: การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งหนักกว่าไขมัน น้ำหนักอาจไม่ลดแต่สัดส่วนเปลี่ยน
- ผลลัพธ์ไม่ได้เห็นทันที: โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างภายใน 4-8 สัปดาห์ ถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอพร้อมควบคุมอาหาร
- คาร์ดิโอ + เวทเทรนนิ่ง = สูตรที่ดีที่สุด: การทำคาร์ดิโออย่างเดียวก็ลดน้ำหนักได้ แต่ถ้าเสริมเวทเทรนนิ่งเข้าไปจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้มากขึ้นแม้ตอนพักผ่อน
ออกกำลังกายกี่นาที ร่างกายถึงเริ่มเผาผลาญไขมัน?
มีความเข้าใจผิดที่แพร่หลายว่า “ต้องออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีร่างกายถึงจะเริ่มเผาผลาญไขมัน” แต่ความจริงแล้ว ร่างกายเผาผลาญไขมันตั้งแต่นาทีแรก ที่เริ่มออกกำลังกาย
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ สัดส่วนของแหล่งพลังงาน ที่ร่างกายดึงมาใช้
- ช่วง 0-20 นาทีแรก: ร่างกายดึงพลังงานจากน้ำตาลในเลือด และไกลโคเจนในกล้ามเนื้อเป็นหลัก โดยมีไขมันเป็นส่วนเสริม
- หลัง 20-30 นาที: สัดส่วนการใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
- ช่วง 30-60 นาที: ร่างกายพึ่งพาไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลัก โดยเฉพาะการออกกำลังกายระดับความหนักปานกลาง (moderate intensity)
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง จึงมีประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมันมากกว่าการออกกำลังกายแค่ 15-20 นาที เพราะช่วงหลังครึ่งชั่วโมงนั้นร่างกายกำลังเผาผลาญไขมันอย่างเต็มที่

ตัวอย่างตาราง แบ่งเวลาออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง อย่างไรให้ได้ผลสูงสุด?
การแบ่งเวลา 1 ชั่วโมงอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการออกกำลังกายแบบเดิมซ้ำ ๆ ตลอด
แบบที่ 1: สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก
| ช่วงเวลา | กิจกรรม | รายละเอียด |
| 0–5 นาที | วอร์มอัพ | เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะ ๆ |
| 5–35 นาที | คาร์ดิโอ | วิ่ง, ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก (ความหนักปานกลาง–สูง) |
| 35–55 นาที | เวทเทรนนิ่ง / บอดี้เวท | สควอท, วิดพื้น, แพลงก์, Lunges |
| 55–60 นาที | คูลดาวน์ | ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ |
แคลอรี่ที่เผาผลาญโดยประมาณ: 400-600 Kcal (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและความหนัก)
แบบที่ 2: สำหรับคนที่ต้องการสร้างกล้ามเนื้อ
| ช่วงเวลา | กิจกรรม | รายละเอียด |
| 0–5 นาที | วอร์มอัพ | เดินเร็ว + Dynamic Stretching |
| 5–45 นาที | เวทเทรนนิ่ง | แบ่งตามกลุ่มกล้ามเนื้อ (ท่อนบน / ท่อนล่าง / แกนกลาง) |
| 45–55 นาที | คาร์ดิโอเบา ๆ | เดินเร็วบนลู่ หรือปั่นจักรยานแบบเบา |
| 55–60 นาที | คูลดาวน์ | ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ |
แคลอรี่ที่เผาผลาญโดยประมาณ: 250-400 Kcal
แบบที่ 3: สำหรับคนทั่วไปที่ต้องการสุขภาพดี
| ช่วงเวลา | กิจกรรม | รายละเอียด |
| 0–5 นาที | วอร์มอัพ | เดินสบาย ๆ + บริหารข้อต่อ |
| 5–25 นาที | คาร์ดิโอ | วิ่งเหยาะ ๆ หรือเดินเร็ว |
| 25–45 นาที | บอดี้เวท | ท่าออกกำลังกายง่าย ๆ ด้วยน้ำหนักตัว |
| 45–55 นาที | โยคะ / ยืดเหยียด | เน้นความยืดหยุ่นและการหายใจ |
| 55–60 นาที | คูลดาวน์ | ยืดเหยียดเบา ๆ |
แคลอรี่ที่เผาผลาญโดยประมาณ: 250-400 Kcal
ประโยชน์ของการออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง
นอกจากการเผาผลาญแคลอรี่แล้ว การออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอยังให้ประโยชน์อีกมากมาย
ด้านร่างกาย
- ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ถึง 30-40% จากการศึกษาของ American Heart Association
- ลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 เนื่องจากร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น
- เสริมสร้างกระดูก ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนโดยเฉพาะในผู้หญิง
- ปรับปรุงคุณภาพการนอน ช่วยให้หลับลึกขึ้นและตื่นสดชื่น
- เพิ่มพลังงานระหว่างวัน ร่างกายมีสมรรถภาพดีขึ้นจึงไม่เหนื่อยง่าย
ด้านจิตใจ
- ลดความเครียดและวิตกกังวล เนื่องจากร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน
- ปรับปรุงอารมณ์ ลดอาการซึมเศร้า
- เพิ่มความมั่นใจ เมื่อเห็นรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
- เสริมสมาธิและความจำ การออกกำลังกายช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง
ก่อน-หลังออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง ควรกินอะไร?
การกินอาหารที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอระหว่างออกกำลังกาย และฟื้นตัวได้เร็วหลังออกกำลังกาย

ก่อนออกกำลังกาย (30-60 นาทีก่อน)
เน้นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่ายเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้ร่างกาย ตัวอย่างเช่น กล้วยหอม 1-2 ผล, ขนมปังโฮลวีทกับแยม, โยเกิร์ตกับผลไม้, หรือข้าวโอ๊ตเล็กน้อย
ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงอาหารมันหรือย่อยยาก เพราะจะทำให้จุกเสียดระหว่างออกกำลังกาย

หลังออกกำลังกาย (ภายใน 30-60 นาที)
เน้นโปรตีนเพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ร่วมกับคาร์โบไฮเดรตเพื่อเติมพลังงาน ตัวอย่างเช่น อกไก่กับข้าวกล้อง, ไข่ต้ม 2-3 ฟอง กับขนมปัง, สมูทตี้โปรตีนกับกล้วย, หรือปลาย่างกับสลัด
อย่าลืมดื่มน้ำ: ควรดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 500 มล. ก่อนออกกำลังกาย จิบระหว่างออกกำลังกายทุก 15-20 นาที และดื่มเพิ่มหลังออกกำลังกายเสร็จ
คู่มือการออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงอย่างมีคุณภาพด้วยนาฬิกา Garmin
เมื่อถามว่าทำไมเรามักขี้เกียจออกกำลังกายหรือไม่ค่อยมีวินัยในการออกกำลังกาย หลายๆ คนอาจตอบว่าการออกกำลังกายนั้นใช้เวลามากเกินไป จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พบว่า 69% ของคนทั่วไปเชื่อว่า “อุปสรรค” ของการออกกำลังกายคือคำว่า “ฉันไม่มีเวลามากพอ”
วันนี้การ์มินเลยอยากนำเสนอวิธีการใช้เวลาที่มีค่าของคุณเพื่อการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพ เพราะหากคุณได้ใช้เวลานั้นอย่างมีประสิทธิภาพละก็ คุณจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปเลยล่ะ
จะออกกำลังกายอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?
สำหรับคนส่วนใหญ่ “เวลาในการออกกำลังกาย” นี้หมายถึงช่วงเวลาที่ออกกำลังกายจนเสร็จอย่างต่อเนื่อง เมื่อคำนวณเวลาคร่าวๆตั้งแต่เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมของ เดินทางไปและกลับ รวมทั้งหมดก็อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง และถ้าคุณมีนัดต่ออีก ตารางวันนั้นจะแน่นมาก จนบ่อยครั้งเราก็จะบอกกับตัวเองว่า วันนี้ไม่ไปออกกำลังกายละกัน!
การออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ คือการออกกำลังกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง ให้การออกกำลังกายนั้นได้ผลดีที่สุด
วิธีการที่เราจะแนะนำต่อไปนี้เป็นไปตามความพึงพอใจของแต่ละคน ซึ่งจะช่วยให้คนส่วนใหญ่สามารถเริ่มออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น และมีวินัยต่อการออกกำลังกาย กีฬาที่ใช้ความทนทานอื่นๆ ของร่างกาย เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยานดูน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าก็จริง แต่กีฬาเหล่านั้นใช้เวลามาก ต้องใช้สถานที่ อุปกรณ์ และขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ

ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงอย่างไร? ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการออกกำลังกายแบบปริมาณการฝึกต่ำแต่ความเข้มข้นสูง
ปริมาณการฝึกต่ำ หมายถึง การออกกำลังกายจำนวนต่ำ เช่นจำนวนเซ็ตน้อย
ความเข้มข้นสูง หมายถึง กิจกรรมที่ต้องออกแรงเยอะกว่าหรือการออกกำลังที่หนักกว่า
หลักการคือเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของหัวใจ และปอดโดยการออกกำลังมากที่สุดเท่าที่คุณทำได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น ออกกำลังเซ็ตหนึ่งไม่เกินยี่สิบนาที ถ้าตารางวันนี้ของคุณแน่น และไม่มีเวลามาก แต่ยังอยากมีวินัยในการออกกำลังกาย นี่จะเป็นตัวเลือกการออกกำลังกายที่ดีเลยทีเดียว
ประโยชน์สำคัญที่จะได้รับจากการออกกำลังกายแบบนี้คือทำให้คุณรู้สึกว่า “ออกกำลังกายเมื่อไรก็ได้”
- ไม่ต้องหาสถานที่: ทั้งหมดที่คุณต้องทำก็คือแค่หากิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมผ่านแอป และเริ่มออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ เช่น เสื่อโยคะ หรือดัมเบลล์
- ออกกำลังกายสั้นๆ แต่ปรับเปลี่ยนได้ง่าย: การออกกำลังกายแบบนี้ไม่จำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้า แตกต่างจากการออกกำลังกายระดับต่ำหรือปานกลางที่ต้องมีวางแผนเพื่อสะสมความหนัก
- มีประสิทธิภาพ: ไม่ว่าจะเพื่อรักษารูปร่าง เสริมสร้างการทำงานของปอด และหัวใจ หรือช่วยให้ระบบเผาผลาญในร่างกายดีขึ้น
- ควบคุมประมาณแคลอรี่ที่บริโภค: เพราะการออกกำลังกายแบบนี้จะมีระยะที่สั้น ซึ่งปกติแล้วจะไม่กระตุ้นต่อมความหิวของคุณมากเท่าไหร่

เริ่มได้ง่าย ๆ หากนาฬิกาของคุณรองรับการดาวน์โหลดการออกกำลังกายหรือ workout เพียงแค่เลือกโปรแกรมกีฬาในแอป Garmin Connect ที่เหมาะสมกับคุณและดาวน์โหลดกิจกรรมเหล่านั้น ในแอปมีกิจกรรมการออกกำลังกายให้เลือกกว่า 50+ กิจกรรมตามระดับความยากของการออกกำลังกาย ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ระดับกลาง ระดับยาก ซึ่งสามารถตอบโจทย์ของคนส่วนมากได้อย่างแน่นอน

หลังจากเลือก และดาวน์โหลดคอร์สที่เหมาะสมกับคุณแล้ว คุณสามารถดู ข้อมูลท่าในแต่ละขั้นตอน สิ่งที่ต้องระวัง และกลุ่มกล้ามเนื้อที่เราตั้งใจเล่นให้โดนบนแอป Garmin Connect


หรือสามารถดาวน์โหลดคอร์สลงในนาฬิกาโดยตรง อย่าลืมซิงค์นาฬิกากับโทรศัพท์ให้เรียบร้อยเมื่อซิงค์สำเร็จ คุณก็จะสามารถทำตามขั้นตอนการออกกำลังกายได้ทันทีจากขั้นตอนที่แสดงบนนาฬิกาอย่างมีประสิทธิภาพ นาฬิกาจะช่วยบันทึกทุกอย่างไว้ให้ เช่น คุณทำได้กี่รอบ และบอกว่าท่าต่อไปคือท่าไหน
สำหรับนาฬิกา Venu และซีรีส์ Vivoactive 4 คุณสามารถดูวิดีโอสาธิตการออกกำลังกายใน Connect ที่จะแสดงบนหน้าปัดนาฬิกาของคุณโดยตรง ทำตามได้ง่าย ๆ และชัดเจนว่าต้องทำท่าไหน อย่างไร!
นอกจากการออกกำลังกายแค่ชนิดเดียวแล้ว คุณยังสามารถจัดแผน และปรับแต่งคอร์สได้ตามใจให้เหมาะสมกับพลังงานของร่างกายประกอบกับระดับความดันในแต่ละวันที่นาฬิกาบอกคุณ
เมื่อค่าพลังงานของร่างกายสูงขึ้น และค่าความดันลดต่ำลง คุณสามารถเลือกการฝึกที่หนักขึ้น เช่น การเล่นพิลาทิส 40 นาที + การฝึกความแข็งแรง 20 นาที
ในทางกลับกัน เมื่อค่าพลังงานของร่างกายลดต่ำลงแต่ค่าความดันสูงขึ้น คุณควรเลือกการฝึกที่เบาลงเพื่อจะได้ลดการใช้พลังงาน ตัวอย่างเช่น ฝึกความแข็งแรง 10 นาที + พิลาทิส 10 นาที + โยคะ 40 นาทีเพื่อปลดปล่อยความเครียด และรักษาพลังงานของร่างกาย!
นอกจากนี้ คุณยังสามารถเลือกการออกกำลังกายตามส่วนของร่างกายที่คุณต้องการฝึก ตัวอย่างเช่น การฝึกทั้งร่างกายแบบฟูลบอดี้ 30 นาที + การฝึกกล้ามเนื้อแขนส่วนบน 20 นาที + พัก 10 นาที ในช่วงเวลานี้ให้เน้นที่กิจกรรมที่จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนนี้ จากนั้นค่อยปรับแต่งสำหรับกลุ่มกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ต่อไป
เข้าใจความหนักของการออกกำลังกายผ่านอัตราการเต้นของหัวใจ
จากการศึกษาในหลายปีนี้พบว่าระยะเวลาที่ออกกำลังกายไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญที่สุดต่อประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย แต่ความหนักที่คุณทำได้ในแต่ละครั้งของการออกกำลังกายต่างหากคือกุญแจสำคัญที่จะชี้ว่าการออกกำลังกายของคุณมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่สามารถวัดความหนักของการออกกำลังกายได้ก็คืออัตราการเต้นของหัวใจ เนื่องจากช่วงของอัตราการเต้นของหัวใจแต่ละช่วงสามารถแสดงให้เห็นถึงความหนักของการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน

ช่วงของอัตราการเต้นของหัวใจของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างมากขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่นักออกกำลังกายควรรู้และคำนวณค่าของช่วงอัตราการเต้นของหัวใจด้วยการสวมใส่อุปกรณ์ที่สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ตลอดเวลา เพื่อจะได้ทราบประสิทธิภาพของการออกกำลังกายได้เที่ยงตรงขึ้น ทำให้คุณสามารถรักษาระดับการเต้นของหัวใจให้อยู่ในช่วงที่ต้องการได้
เคล็ดลับ:
1. หลักการของอัตราการเต้นของหัวใจใช้ได้กับกีฬาแทบทุกชนิด แต่อย่านำค่าอัตราการเต้นหัวใจ “ข้ามชนิดกีฬา” มาเทียบกัน เพราะนอกจากระดับของการเผาผลาญของร่างกายแล้ว การเคลื่อนไหวตามหลักเทคนิคของกีฬาต่างๆ ส่งผลให้เกิดความแตกต่าง เช่น เมื่อคุณวิ่ง อัตราการเต้นของหัวใจอาจจะเท่ากับตอนที่คุณว่ายน้ำ แต่การว่ายน้ำนั้นทำให้กล้ามเนื้อของคุณเมื่อยล้ากว่ามาก
2. เมื่อสควอช ยกน้ำหนัก หรือฝึกความแข็งแรงของร่างกายแบบอื่นๆ อัตราการเต้นของหัวใจอาจจะพุ่งไปถึงอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดของการออกกำลังกายแบบแอโรบิก แต่ยังอยู่ในขั้นแอนแอโรบิก เพราะว่าระหว่างการออกกำลังกาย ร่างกายจะแอ็คทีฟในระยะสั้นกว่าตอนวิ่งมาก อัตราการเต้นของหัวใจจะไม่คงอยู่เท่าเดิมตลอด เพราะไม่มีใครสามารถสควอชหรือยกน้ำหนักได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
3. แต่ละคนล้วนมีอัตราการเต้นของหัวใจที่แตกต่างกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะของร่างกายแต่กำเนิด อายุ ความถี่ในการออกกำลังกายและปัจจัยอื่นๆ คนสองคนที่อายุเท่ากันอาจมีอัตราการเต้นของหัวใจที่แตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้

ผลลัพธ์ก็คือคุณจะสามารถออกกำลังกายในหนึ่งชั่วโมงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องออกจากบ้านไปไหนเลย ทำคนเดียวได้ง่ายๆ ที่บ้าน และการออกกำลังกายให้เป็นนิสัยยังจะช่วยให้คุณสามารถรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และมีสุขภาพจิตดีขึ้น พร้อมที่จะสู้ต่อไปในทุกๆวัน
ข้อควรระวังเมื่อออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมงทุกวันมีอะไรบ้าง?
แม้ว่าการออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมงจะดีต่อสุขภาพ แต่ก็มีข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม
- มือใหม่ควรค่อย ๆ เพิ่มเวลา ถ้าไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการออก 1 ชั่วโมงทันที ควรเริ่มจาก 20-30 นาทีก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มทีละ 5-10 นาทีต่อสัปดาห์
- ควรมีวันพัก ร่างกายต้องการเวลาพักผ่อนเพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ควรมีวันพักอย่างน้อย 1-2 วันต่อสัปดาห์ หรือสลับวันออกกำลังกายหนักกับวันออกกำลังกายเบา
- ระวังภาวะ Overtraining อาการที่บ่งบอกว่าออกกำลังกายหนักเกินไป ได้แก่ เหนื่อยล้าสะสม นอนไม่หลับ ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง อารมณ์แปรปรวน หรือประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลง ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อน
- วอร์มอัพและคูลดาวน์ทุกครั้ง การข้ามขั้นตอนวอร์มอัพอาจนำไปสู่อาการบาดเจ็บ โดยเฉพาะข้อเท้า เข่า และหลัง ส่วนการคูลดาวน์ช่วยลดอาการปวดเมื่อยในวันถัดไป
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ ร่างกายสูญเสียน้ำผ่านเหงื่อระหว่างออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง โดยเฉลี่ย 500-1,000 มล. การขาดน้ำจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงและเสี่ยงต่อลมแดด
การออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมงเผาผลาญแคลอรี่ได้ตั้งแต่ 150 ถึง 1,000 Kcal ขึ้นอยู่กับประเภทกิจกรรม น้ำหนักตัว และความหนักของการออกกำลังกาย กิจกรรมที่เผาผลาญสูงสุดคือ HIIT วิ่งเร็ว และกระโดดเชือก
สำหรับใครที่ต้องการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง ร่วมกับการควบคุมอาหาร เป็นสูตรที่ได้ผลดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกิจกรรมหนัก ๆ แค่เริ่มจากสิ่งที่ชอบและทำได้ต่อเนื่อง ผลลัพธ์จะค่อย ๆ มาเอง
คำถามที่พบบ่อย
Q: ออกกำลังกาย 30 นาที กับ 1 ชั่วโมง ต่างกันยังไง?
A: การออกกำลังกาย 30 นาทีก็ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกัน งานวิจัยจาก American Journal of Physiology พบว่าการออกกำลังกาย 30 นาทีต่อวันให้ผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักได้ใกล้เคียงกับ 1 ชั่วโมงในบางกรณี อย่างไรก็ตาม 1 ชั่วโมงจะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่า และร่างกายได้เข้าสู่โหมดเผาผลาญไขมันอย่างเต็มที่มากกว่า
Q: คาร์ดิโอ 1 ชั่วโมง เผาผลาญกี่แคลอรี่?
A: ขึ้นอยู่กับประเภทคาร์ดิโอ สำหรับคนน้ำหนัก 70 กก. การวิ่งจ๊อกกิ้งเผาผลาญประมาณ 530 Kcal การปั่นจักรยานประมาณ 440 Kcal และการเต้นแอโรบิกประมาณ 480 Kcal ต่อชั่วโมง
Q: เดิน 1 ชั่วโมง ลดกี่แคลอรี่?
A: การเดินเร็ว (ประมาณ 6 กม./ชม.) เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เผาผลาญประมาณ 200-310 Kcal ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว การเดินขึ้นทางชัน (เช่น ปรับความชันบนลู่วิ่ง) จะเผาผลาญได้มากกว่าการเดินบนพื้นราบ
Q: ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง กี่วันจะเห็นผล?
A: ถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ 3-5 วันต่อสัปดาห์ ร่วมกับการควบคุมอาหาร จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างภายใน 4-8 สัปดาห์ สำหรับน้ำหนักบนตาชั่ง อาจเริ่มเห็นผลภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลขบนตาชั่งคือสัดส่วนร่างกายที่เปลี่ยนไป
Q: ออกกำลังกายตอนไหนเผาผลาญได้ดีที่สุด?
A: ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าตอนเช้าหรือตอนเย็นเผาผลาญได้ดีกว่ากัน สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ เลือกเวลาที่สะดวกและสามารถทำได้ต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หลายคนพบว่าช่วง 17.00-20.00 น. เป็นเวลาที่ร่างกายมีความพร้อมสูงสุดเนื่องจากอุณหภูมิร่างกายถึงจุดสูงสุดของวัน