HIIT คืออะไร ออกกำลังกายแบบ HIIT ไปกับ Garmin
Garmin Venu® 2 และ Venu® 2S ใหม่ที่รองรับกิจกรรมการออกกำลังกายถูกออกแบบมาสำหรับการออกกำลังแบบ HIIT รวมถึงการออกกำลังแบบ HIIT ที่โหลดไว้ล่วงหน้าที่มาพร้อมกับภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอและตัวจับเวลาแบบปรับได้เองเพื่อให้มั่นใจได้ว่านับได้ทุกวินาที พร้อมกับคุณสมบัติอื่น ๆ อีกมากมาย Baylee Rayl ตัวแทนของ Garmin และนักกีฬา CrossFit ได้วางภาพรวมของกิจกรรม HIIT หลากหลายประเภท รวมถึงประโยชน์ของแต่ละอย่าง ตัวอย่างของการออกกำลังแบบ HIIT และอื่น ๆ
“HIIT” เป็นคำที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปีที่ผ่านมา แต่ว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่และสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่คุณได้อย่างไร คำว่า HIIT นั้นหมายถึงการฝึกด้วยความเข้มข้นสูงในช่วงระยะเวลาสั้น ซึ่งเป็นการออกกำลังกายแบบใดก็ได้ที่สลับไปมาระหว่างช่วงที่มีความเข้มข้นของกิจกรรมกับช่วงควบคุมของกิจกรรมที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าหรือช่วงพักโดยรวม
HIIT สามารถตั้งโปรแกรมได้หลากหลายรูปแบบ เช่น TABATA, EMOMs, AMRAPS และอื่น ๆ สำหรับหลาย ๆ คนแล้ว รูปแบบเหล่านี้เหมือนกับการรวมตัวอักษรที่ไร้สาระและส่วนใหญ่นั้นไม่มีความหมาย! ดังนั้นมาอธิบายกันเพิ่มเติมถึงการออกกำลังแบบ HIIT ประเภทต่าง ๆ เหล่านี้กัน

การออกกำลังกาย HIIT คืออะไร?
HIIT ย่อมาจาก High-Intensity Interval Training หรือ การออกกำลังกายแบบช่วงเวลาแรงสูง คือรูปแบบการออกกำลังกายที่สลับระหว่างช่วงออกแรงสูงสุด (High-Intensity Phase) กับช่วงพักหรือออกแรงเบา (Recovery Phase) อย่างต่อเนื่อง โดยการออกแรงในช่วงแรงสูงจะอยู่ที่ประมาณ 80-95% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด
หลักการสำคัญของ HIIT คือการบังคับให้ร่างกายทำงานหนักในช่วงเวลาสั้นๆ จนเกือบถึงขีดจำกัด จากนั้นจึงพักฟื้นไม่นาน แล้วกลับมาออกแรงสูงอีกครั้ง การสลับระหว่างแรงสูงและการพักนี้ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ตัวอย่างรูปแบบ HIIT พื้นฐาน
- Sprint 30 วินาที (ออกแรง 90%)
- เดินเร็ว 30 วินาที (พักฟื้น)
- ทำซ้ำ 8-12 รอบ (รวม 15-20 นาที)
การออกกำลังกาย HIIT มีกี่รูปแบบ?
การออกกำลังกาย HIIT มีหลายรูปแบบที่ได้รับความนิยมและถูกพัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายจากทั่วโลก แต่ละรูปแบบมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป ทั้งในเรื่องของระยะเวลาการออกแรง ช่วงเวลาพัก จำนวนรอบ และประเภทของท่าที่ใช้ ซึ่งผู้ฝึกสามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับระดับความสามารถ เป้าหมาย และเวลาที่มีอยู่ของตนเอง โดยรูปแบบการออกกำลังกาย HIIT ที่ได้รับความนิยมและมีการศึกษาวิจัยรองรับ ได้แก่:

1. การออกกำลังกาย HIIT แบบ TABATA
Tabata สร้างขึ้นโดย Dr. Izumi Tabata (ซึ่งเป็นชื่อของเขา) ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเภทของการออกกำลังแบบ HIIT ที่ใช้เวลา 20 วินาทีในการออกกำลัง และตามด้วยเวลาพัก 10 วินาที และทำเป็นจำนวนรอบที่กำหนด การออกกำลังแบบ TABATA อาจเป็นดังต่อไปนี้
ตัวอย่างการฝึก: 4 นาที Tabata (20/10×8):
- บริหารหน้าท้อง (Crunches)
- วิดพื้น (Push-ups)
- Air Squats
วิธีการออกกำลังกาย:
- ทำบริหารหน้าท้องเต็มที่ 20 วินาที พัก 10 วินาที (รอบที่ 1)
- ทำบริหารหน้าท้องเต็มที่ 20 วินาที พัก 10 วินาที (รอบที่ 2)
- ทำแบบนี้ต่อเนื่องจนครบ 8 รอบ = 4 นาที
- เมื่อจบบริหารหน้าท้อง ไปทำวิดพื้น 8 รอบ
- จบด้วย Air Squats 8 รอบ
- รวมเวลาทั้งหมด 12 นาที
2. การออกกำลังกาย HIIT แบบ EMOM
ตัวย่อนี้ย่อมาจาก “Every minute on the minute” การฝึกแบบ EMOM นั้นหมายความว่าคุณจะออกกำลังกายเป็นจำนวนครั้งภายในหนึ่งนาที และจากนั้นทำการพักในเวลาที่เหลือของหนึ่งนาทีนั้น ยกตัวอย่างเช่น หากต้องทำ Air Squats 20 ครั้งในแบบ EMOM จะต้องทำใน 1 นาที หากการทำ Air Squats 20 ครั้งใช้เวลา 30 วินาทีแล้ว คุณจะมีเวลาพักอีก 30 วินาทีจนกว่าจะถึงนาทีถัดไป การออกกำลังแบบ EMOM อาจเป็นดังนี้:
20 นาที EMOM:
- Air Squats 20 ครั้ง
- วิดพื้น 10 ครั้ง
- Walking Lunges 20 ครั้ง
- วิ่ง 100 เมตร
ในนาทีที่ 1 คุณจะทำ Air Squats 20 ครั้งจากนั้นจะพักในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของนาทีแรก ในนาทีที่ 2 คุณจะวิดพื้น 10 ครั้งและพักในเวลาที่เหลือของนาที่ที่สอง คุณจะทำในรูปแบบนี้จนกว่าจะครบ 20 นาที ซึ่งจะได้ 5 รอบของแต่ละท่า (5 รอบ x ออกกำลังนาน 4 นาที = 20 นาที)

3. การออกกำลังกาย HIIT แบบ AMRAP
เราจะทำให้คุณได้รู้ว่า “AMRAP” ย่อมาจากอะไรและมันสามารถใช้กับการออกกำลังแบบ HIIT ได้อย่างไร AMRAP ย่อมาจาก “จำนวนครั้ง/รอบที่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ในช่วงเวลาหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น หากการออกกำลังถูกออกแบบให้เป็นแบบนี้ — 20 นาที AMRAP ของการวิดพื้น 10 ครั้ง ท่าบริหารหน้าท้อง 10 ครั้ง Air Squats 10 ครั้ง และวิ่ง 200 เมตร – คุณจะต้องทำจำนวนครั้งหรือรอบของลำดับการออกกำลังนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ใน 20 นาที และเนื่องจากการออกกำลังแบบ AMRAP ใช้ระยะเวลานานอาจทำให้ความเข้มข้นลดน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป อย่างไรก็ตามการออกกำลังแบบ AMRAP สามารถปรับให้เข้ากับการออกกำลังแบบ HIIT ได้โดยการเพิ่มช่วงพักเข้าไป AMRAP แบบ HIIT สามารถเป็นดังต่อไปนี้:
3 นาที AMRAP x 3 (พัก 3 นาทีระหว่างเซ็ต):
- วิดพื้น 10 ครั้ง
- ท่าบริหารหน้าท้อง 10 ครั้ง
- Air Squats 10 ครั้ง
- วิ่ง 200 เมตร
มันหมายความว่าคุณต้องทำจำนวนรอบ/ครั้ง ให้ได้มากที่สุดใน 3 นาทีสำหรับ 3 รอบ และพัก 3 นาทีระหว่างรอบ ด้วยสไตล์นี้คุณจะออกกำลังได้เข้มข้นเพื่อให้ได้จำนวนครั้งหรือรอบเท่าที่จะทำได้ในช่วง 3 นาที คุณจะได้พัก 3 นาทีระหว่างรอบการทำ AMRAP และคุณต้องทำ 3 รอบ ไม่ซับซ้อนเกินไปเมื่อเราอธิบายอย่างละเอียดใช่ไหม?
4. การออกกำลังกาย HIIT แบบ Turbulence
Turbulence Training พัฒนาโดย Craig Ballantyne เป็นการออกกำลังกายที่เน้นความเข้มข้นสูงเป็นเวลา 30-45 วินาที จากนั้นพักยาวกว่าแบบอื่นคือ 1-2 นาที เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเต็มที่ก่อนออกแรงรอบถัดไป เหมาะสำหรับการสร้างกำลังและความแข็งแรง
ตัวอย่างการฝึก: 20 นาที Turbulence (40/90):
- Kettlebell Swings
- Push-ups
- Burpees
- Box Jumps
วิธีการออกกำลังกาย:
- ทำ Kettlebell Swings เต็มที่ 40 วินาที
- พัก 90 วินาที (1.5 นาที)
- ทำ Push-ups เต็มที่ 40 วินาที
- พัก 90 วินาที
- ทำ Burpees เต็มที่ 40 วินาที
- พัก 90 วินาที
- ทำ Box Jumps เต็มที่ 40 วินาที
- พัก 90 วินาที
- กลับไปเริ่มรอบใหม่ที่ Kettlebell Swings
- ทำได้ประมาณ 3-4 รอบใน 20 นาที

5. การออกกำลังกาย HIIT แบบ Circuit Training
Little Method พัฒนาโดย Jonathan Little นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นการออกแรงเต็มที่นาน 60 วินาที ตามด้วยการพักแบบ Active Recovery (เคลื่อนไหวเบาๆ) เป็นเวลา 75 วินาที ทำซ้ำ 8-12 รอบ เน้นความอดทนและการเผาผลาญไขมัน
ตัวอย่างการฝึก: 22.5 นาที Little Method (60/75×10):
- ปั่นจักรยานนิ่ง หรือ
- วิ่งบนลู่วิ่ง
วิธีการออกกำลังกาย (ปั่นจักรยาน):
- รอบที่ 1: ปั่นเต็มที่ความเร็วสูงสุด 60 วินาที
- พัก: ปั่นช้าๆ เบาๆ 75 วินาที
- รอบที่ 2: ปั่นเต็มที่ความเร็วสูงสุด 60 วินาที
- พัก: ปั่นช้าๆ เบาๆ 75 วินาที
- ทำต่อเนื่องจนครบ 10 รอบ
- รวมเวลา 22.5 นาที
วิธีการออกกำลังกาย (วิ่งบนลู่):
- รอบที่ 1: วิ่งเร็วสุด 60 วินาที (ความเร็วระดับ 8-10)
- พัก: เดินหรือวิ่งช้าๆ 75 วินาที (ความเร็วระดับ 3-4)
- รอบที่ 2: วิ่งเร็วสุด 60 วินาที
- พัก: เดินหรือวิ่งช้าๆ 75 วินาที
- ทำต่อเนื่องจนครบ 10 รอบ
6. การออกกำลังกาย HIIT แบบ Gibala Method
Gibala Method สร้างโดย Dr. Martin Gibala จากมหาวิทยาลัย McMaster ประเทศแคนาดา เป็นรูปแบบที่มีการศึกษาวิจัยรองรับ ใช้การออกแรงสูงสุด 60 วินาที พัก 75 วินาที ทำ 8-12 รอบ คล้าย Little Method
ตัวอย่างการฝึก: 18 นาที Gibala (60/75×8):
- ปั่นจักรยานนิ่ง (แนะนำ)
วิธีการออกกำลังกาย:
- เตรียมตัว: ตั้งค่าความต้านทานจักรยานในระดับสูง (8-10 จาก 10)
- รอบที่ 1: ปั่นเต็มที่ความเร็วสูงสุดจนรู้สึกหมดแรง 60 วินาที
- พัก: ปั่นเบาๆ ลดความต้านทานลง 75 วินาที
- รอบที่ 2: ปั่นเต็มที่อีกครั้ง 60 วินาที
- พัก: ปั่นเบาๆ 75 วินาที
- ทำต่อเนื่องจนครบ 8 รอบ
- รวมเวลา 18 นาที
- ยืดเหยียด 5 นาทีหลังเสร็จ
เคล็ดลับ:
- ในช่วง 60 วินาทีที่ออกแรง ต้องรู้สึกว่าทำต่อไม่ไหวจริงๆ
- หายใจหนักและเหนื่อยมาก คือสัญญาณที่ดี
- ถ้าทำได้ง่ายเกินไป แสดงว่าต้องเพิ่มความต้านทาน

7. การออกกำลังกาย HIIT แบบ Bodyweight HIIT
Bodyweight HIIT คือการออกกำลังกายแบบ HIIT โดยใช้น้ำหนักตัวเองเป็นแรงต้าน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ สามารถทำได้ทุกที่ ไม่ว่าจะที่บ้าน สวนสาธารณะ หรือโรงแรม เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและคนที่ไม่มีเวลาไปยิม
ตัวอย่างการฝึก: 13.5 นาที Bodyweight HIIT (30/15×6 ท่า × 3 รอบ):
- Burpees
- Jump Squats
- Mountain Climbers
- High Knees
- Plank Jacks
- Jumping Lunges
วิธีการออกกำลังกาย: รอบที่ 1:
- ท่าที่ 1: Burpees 30 วินาที → พัก 15 วินาที
- ท่าที่ 2: Jump Squats 30 วินาที → พัก 15 วินาที
- ท่าที่ 3: Mountain Climbers 30 วินาที → พัก 15 วินาที
- ท่าที่ 4: High Knees 30 วินาที → พัก 15 วินาที
- ท่าที่ 5: Plank Jacks 30 วินาที → พัก 15 วินาที
- ท่าที่ 6: Jumping Lunges 30 วินาที → พัก 15 วินาที
- พักยาว 1 นาที
วิธีการออกกำลังกาย: รอบที่ 2-3: ทำซ้ำแบบรอบที่ 1
8. การออกกำลังกาย HIIT แบบ Cardio HIIT
Cardio HIIT เน้นการเคลื่อนไหวแบบคาร์ดิโอเป็นหลัก โดยสลับความเข้มข้นระหว่างสูง และต่ำ เหมาะสำหรับคนที่ชอบกิจกรรมเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือกระโดดเชือก ช่วยพัฒนาความแข็งแรงของหัวใจ และปอด
ตัวอย่างการฝึก 1: วิ่งสปรินต์ 15 นาที Sprint Intervals (30/60×10):
- อุ่นเครื่อง: วิ่งเบาๆ 3 นาที
- รอบที่ 1: วิ่งเต็มที่ 30 วินาที → เดินหรือวิ่งช้าๆ 60 วินาที
- รอบที่ 2: วิ่งเต็มที่ 30 วินาที → เดินหรือวิ่งช้าๆ 60 วินาที
- ทำต่อเนื่อง 10 รอบ
- คูลดาวน์: เดินเบาๆ 2 นาที
ตัวอย่างการฝึก 2: ปั่นจักรยาน 12 นาที Bike Sprints (20/40×12):
- อุ่นเครื่อง: ปั่นเบาๆ 2 นาที
- รอบที่ 1: ปั่นเต็มที่ 20 วินาที → ปั่นเบาๆ 40 วินาที
- รอบที่ 2: ปั่นเต็มที่ 20 วินาที → ปั่นเบาๆ 40 วินาที
- ทำต่อเนื่อง 12 รอบ
- คูลดาวน์: ปั่นเบาๆ 2 นาที
ตัวอย่างการฝึก 3: กระโดดเชือก 10 นาที Jump Rope Intervals (45/30×8):
- อุ่นเครื่อง: กระโดดเชือกช้าๆ 2 นาที
- รอบที่ 1: กระโดดเร็วสุด 45 วินาที → พัก 30 วินาที
- รอบที่ 2: กระโดดเร็วสุด 45 วินาที → พัก 30 วินาที
- ทำต่อเนื่อง 8 รอบ
- คูลดาวน์: กระโดดช้าๆ 1 นาที

9. การออกกำลังกาย HIIT แบบ Strength HIIT
Strength HIIT ผสมผสานการยกน้ำหนักหรือการฝึกความแข็งแรงเข้ากับรูปแบบ HIIT เน้นการสร้างกล้ามเนื้อพร้อมกับการเผาผลาญไขมัน ใช้น้ำหนักที่ท้าทายแต่ยังควบคุมท่าได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทั้งกำลังและความแข็งแรง
ตัวอย่างการฝึก: 25 นาที Strength HIIT (40/20×4 ท่า × 5 รอบ):
- Dumbbell Thrusters
- Kettlebell Swings
- Battle Ropes
- Medicine Ball Slams
วิธีการออกกำลังกาย: รอบที่ 1:
- ท่าที่ 1: Dumbbell Thrusters 40 วินาที → พัก 20 วินาที
- ท่าที่ 2: Kettlebell Swings 40 วินาที → พัก 20 วินาที
- ท่าที่ 3: Battle Ropes 40 วินาที → พัก 20 วินาที
- ท่าที่ 4: Medicine Ball Slams 40 วินาที → พัก 20 วินาที
- พักยาว 1-2 นาที
วิธีการออกกำลังกาย: รอบที่ 2-5: ทำซ้ำแบบรอบที่ 1
การเลือกน้ำหนัก:
- Dumbbell: ผู้หญิง 3-5 กก./ข้าง, ผู้ชาย 5-10 กก./ข้าง
- Kettlebell: ผู้หญิง 8-12 กก., ผู้ชาย 12-20 กก.
- Medicine Ball: ผู้หญิง 4-6 กก., ผู้ชาย 6-10 กก.
เคล็ดลับความปลอดภัย:
- เลือกน้ำหนักที่ทำครบ 40 วินาทีได้แต่รู้สึกท้าทาย
- รักษาท่าที่ถูกต้องตลอดเวลา อย่าเร่งเร็วจนท่าพัง
- หายใจออกตอนออกแรง หายใจเข้าตอนผ่อนแรง
- หากเริ่มควบคุมท่าไม่ได้ ให้พักก่อนเวลา
การเลือกรูปแบบ HIIT ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับความฟิต เป้าหมายการออกกำลังกาย อุปกรณ์ที่มี และเวลาที่สามารถจัดสรรได้ ผู้เริ่มต้นควรเริ่มจากรูปแบบที่เรียบง่าย เช่น Bodyweight HIIT หรือ Tabata Training ก่อนค่อย ๆ เพิ่มความท้าทายเมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์มากขึ้นสามารถผสมผสานหลายรูปแบบเข้าด้วยกันเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซากและกระตุ้นร่างกายอย่างต่อเนื่อง
ตารางการออกกำลังกาย HIIT เปรียบเทียบกับการออกกำลังกายแบบอื่น ๆ
| หัวข้อ | HIIT | Cardio ปกติ | Weight Training |
| ระยะเวลา | 15-30 นาที | 45-60 นาที | 45-90 นาที |
| เผาผลาญระหว่างออกกำลังกาย | สูงมาก | ปานกลาง | ปานกลาง-สูง |
| Afterburn Effect | 24-48 ชั่วโมง | 2-4 ชั่วโมง | 12-24 ชั่วโมง |
| เพิ่มกล้ามเนื้อ | ปานกลาง | น้อย | สูงมาก |
| ลดไขมัน | สูงมาก | ปานกลาง-สูง | ปานกลาง |
| สุขภาพหัวใจ | ดีมาก | ดีมาก | ปานกลาง |
| อุปกรณ์ | ไม่จำเป็น | บางประเภทต้องใช้ | ต้องใช้ |
| ความเสี่ยงบาดเจ็บ | ปานกลาง-สูง | น้อย | ปานกลาง |
ประโยชน์ของการออกกำลังกาย HIIT มีอะไรบ้าง?
ตอนนี้เราได้ประเมินการออกกำลังกาย HIIT ที่แตกต่างกันได้จำนวนหนึ่ง มาดูกันว่าการฝึกแต่ละแบบนี้ให้ประโยชน์แก่เราอย่างไรบ้าง
1. ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ในระยะเวลาอันสั้น
ประสิทธิภาพ HIIT เป็นรูปแบบที่เหมาะกับคนที่ยุ่งหรือมีตารางเวลาแน่น ด้วยอัตราการออกกำลังต่อการพัก คุณจะสามารถวางแผนได้ว่าการออกกำลังจะใช้เวลาเท่าใด และคุณจะได้รับประโยชน์จากการฝึกแบบเข้มข้นนี้ด้วย
2. ทำได้ง่าย และสะดวก ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์
ในการออกกำลังแบบ HIIT นั้นการใช้อุปกรณ์ถือเป็นทางเลือก คุณสามารถใช้อุปกรณ์ได้ถ้าคุณต้องการ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอว่าจะได้รับการออกกำลังกายที่ดี การวิ่ง การปั่นจักรยาน การออกกำลังแบบใช้น้ำหนักร่างกายก็เป็นการออกกำลังที่ยอดเยี่ยมที่รวมไว้ในการฝึก HIIT ของคุณ ซึ่งจะช่วยให้คุณออกกำลังกายได้ทุกที่!
3. ช่วยเพิ่มความอึดทน และสมรรถภาพของร่างกาย
ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีการพูดคุยระหว่างช่วงการออกกำลัง และคุณต้องการช่วงการพักเหล่านั้นเพื่อฟื้นฟูอย่างเต็มที่เพื่อรักษาความเข้มข้นให้สูง เหล่านี้คือการออกกำลังที่คุณสามารถทำซ้ำได้เพื่อให้เห็นว่าความแข็งแรงของร่างกายของคุณพัฒนาได้มากเพียงใด
4. สร้างปรากฏการณ์ “Afterburn Effect”
หนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ HIIT คือ EPOC (Excess Post-Exercise Oxygen Consumption) หรือที่เรียกกันว่า “Afterburn Effect” ซึ่งหมายถึงการที่ร่างกายยังคงเผาผลาญแคลอรี่และไขมันต่อเนื่องแม้หลังจากหยุดออกกำลังกายแล้ว โดยสามารถเผาผลาญพลังงานในอัตราที่สูงกว่าปกติได้นานถึง 24-48 ชั่วโมง ในขณะที่การออกกำลังกายแบบปกติจะหยุดเผาผลาญแคลอรี่เกือบทันทีที่หยุดออกแรง ทำให้ HIIT มีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักและลดไขมันสูงกว่ามาก
5. ลดไขมันส่วนเกินได้ตรงจุด
งานวิจัยพบว่า HIIT มีประสิทธิภาพในการลดไขมันบริเวณหน้าท้อง (Visceral Fat) ซึ่งเป็นไขมันอันตรายที่อยู่รอบอวัยวะภายใน ได้ดีกว่าการออกกำลังกายแบบคงที่ถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังช่วยกระชับและลดไขมันบริเวณต้นขา ต้นแขน และสะโพก ซึ่งเป็นจุดสะสมไขมันที่คนส่วนใหญ่มักมีปัญหา การเผาผลาญไขมันแบบเป้าหมายนี้เกิดจากการกระตุ้นฮอร์โมนการเผาผลาญไขมัน เช่น Adrenaline และ Noradrenaline ในระหว่างออกกำลังกายความเข้มข้นสูง
6. สร้างกล้ามเนื้อ และเพิ่มความกระชับ
แม้ว่า HIIT จะเน้นการเผาผลาญไขมันเป็นหลัก แต่ก็ช่วยกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อได้เช่นกัน โดยเฉพาะรูปแบบที่ผสมผสานการฝึกแรงต้าน เช่น Strength HIIT หรือ Bodyweight HIIT ที่ใช้น้ำหนักตัวเอง กล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้รูปร่างดูกระชับ มีสัดส่วน และที่สำคัญคือกล้ามเนื้อจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานขณะพัก (Resting Metabolic Rate) ทำให้เผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้นตลอดทั้งวัน แม้ในขณะที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
7. ลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง
การออกกำลังกายแบบ HIIT ช่วยปรับปรุงสุขภาพหลอดเลือด และระบบไหลเวียนโลหิต โดยการกระตุ้นให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดความดันในหลอดเลือด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ งานวิจัยพบว่าผู้ที่ฝึก HIIT สม่ำเสมอเป็นเวลา 8-12 สัปดาห์ สามารถลดความดันโลหิตได้โดยเฉลี่ย 5-8 mmHg ซึ่งเทียบเท่ากับการรับประทานยาลดความดันบางชนิด นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ เช่น หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจล้มเหลว
8. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น
HIIT ช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน (Insulin Sensitivity) ซึ่งหมายถึงเซลล์ในร่างกายสามารถดูดซับน้ำตาลจากกระแสเลือดได้ดีขึ้น ลดการสะสมน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 งานวิจัยพบว่าผู้ที่ฝึก HIIT สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 12-15% และลดค่า HbA1c (ระดับน้ำตาลเฉลี่ย 3 เดือน) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะ Pre-Diabetes หรือผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน HIIT จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน

ข้อควรระวังสำหรับการออกกำลังกายแบบ HIIT มีอะไรบ้าง?
แม้ว่าการออกกำลังกายแบบ HIIT จะมีประโยชน์มากมาย แต่เนื่องจากเป็นการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูง จึงมีข้อควรระวังหลายประการที่ผู้ฝึกควรทราบเพื่อความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บ ดังนี้:
1. HIIT ไม่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ไม่เคยออกกำลังกาย
หากคุณไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนหรือหยุดมานานกว่า 6 เดือน ควรเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกายแบบปานกลางก่อน เช่น การเดินเร็ว การว่ายน้ำ หรือการปั่นจักรยานเบาๆ เป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ เพื่อสร้างพื้นฐานความแข็งแรงและความอึดทนให้กับร่างกายก่อน จากนั้นจึงค่อยเริ่มทำ HIIT ในระดับความเข้มข้นต่ำและค่อยๆ เพิ่มขึ้น
2. ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนสำหรับกลุ่มเสี่ยง
ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มฝึกเสมอ หากคุณมีภาวะดังนี้:
- โรคหัวใจ และหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง
- โรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด COPD
- โรคเบาหวาน
- โรคข้อและกระดูก ข้ออักเสบ กระดูกพรุน
- โรคอ้วน (BMI มากกว่า 30)
- ผู้สูงอายุมากกว่า 50 ปีที่ไม่เคยออกกำลังกาย
- หญิงตั้งครรภ์
3. ต้องทำการอุ่นเครื่อง และคูลดาวน์ทุกครั้ง
อุ่นเครื่อง 5-10 นาที ด้วยการเดินหรือวิ่งเบาๆ และยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบไดนามิก เพื่อเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย เพิ่มการไหลเวียนเลือด และลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บ
คูลดาวน์ 5-10 นาที ด้วยการเดินช้าๆ และยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบคงที่ เพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจกลับสู่ปกติและลดอาการปวดเมื่อย
4. ฟังร่างกาย และหยุดทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ
ต้องหยุดออกกำลังกายทันที หากเกิดอาการดังนี้:
- เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก
- เวียนศีรษะ วิงเวียน มึนงง
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- หายใจไม่ออกหรือหายใจลำบากผิดปกติ
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ปวดข้อหรือกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง
หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 5-10 นาที ให้รีบพบแพทย์หรือโทรเรียกรถฉุกเฉิน
5. ไม่ควรทำ HIIT บ่อยเกินไป ต้องให้ร่างกายพักฟื้น
- ผู้เริ่มต้น: 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์
- ระดับกลาง: 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
- ระดับสูง: 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์
- พักอย่างน้อย 1-2 วันระหว่างการทำ HIIT แต่ละครั้ง
การออกกำลังกายแบบ HIIT บ่อยเกินไปอาจทำให้เกิด Overtraining Syndrome การบาดเจ็บสะสม และประสิทธิภาพลดลง
6. ต้องทำท่าให้ถูกต้องเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
- คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ ทำให้ถูกท่าแม้ได้จำนวนครั้งน้อยกว่า
- ควบคุมการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ไม่ใช้แรงกระแทก
- รักษาแกนกลางลำตัวให้แข็งแรง
- ไม่ล็อคข้อต่อ
เรียนกับเทรนเนอร์มืออาชีพ ดูวิดีโอสอนจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือถ่ายวิดีโอตัวเองเพื่อตรวจสอบ
7. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- ก่อนออกกำลังกาย: 300-500 มล. ประมาณ 1-2 ชั่วโมงก่อน
- ระหว่างออกกำลังกาย: ดื่มเป็นระยะๆ ถ้าออกกำลังกายนานกว่า 20 นาที
- หลังออกกำลังกาย: 500-700 มล. ภายใน 30 นาที
การขาดน้ำอาจทำให้เวียนศีรษะ ตะคริว หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
8. เลือกพื้นที่ออกกำลังกาย HIIT ที่เหมาะสม
- พื้นไม่ลื่น มีความยืดหยุ่น (พื้นยางหรือไม้)
- มีพื้นที่เพียงพอ ไม่มีสิ่งกีดขวาง
- อากาศถ่ายเทดี ไม่อบอ้าว
- อุณหภูมิเหมาะสม
หากทำกลางแจ้ง ควรเลี่ยงช่วงแดดจัด (10.00-15.00 น.) และใช้ครีมกันแดด
9. สวมใส่เสื้อผ้า และรองเท้าที่เหมาะสม
- เลือกผ้าระบายอากาศ ดูดซับเหงื่อ ไม่คับหรือหลวมเกินไป ผู้หญิงควรสวม Sports Bra ที่รองรับดี
- เลือกรองเท้ากีฬาแบบ Cross-training ที่มีพื้นยืดหยุ่นและรองรับด้านข้างที่ดี ไม่ควรใช้รองเท้าวิ่งทั่วไป
10. รับประทานอาหารให้เหมาะสม
ก่อนออกกำลังกาย:
- กินอาหารมื้อหลัก 2-3 ชั่วโมงก่อน หรือขนมเบาๆ 30-60 นาทีก่อน
- ไม่ควรทำท้องว่างเปล่าหรือทันทีหลังกินอิ่ม
หลังออกกำลังกาย:
- รับประทานอาหารภายใน 30-60 นาที เน้นโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต
- ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อและเติมพลังงาน
11. ปรับระดับความยากของ HIIT ตามความสามารถ
เริ่มจากท่าง่ายและช่วงพักยาว จากนั้นค่อยๆ เพิ่มความยากตามหลัก Progressive Overload อย่าเริ่มจากระดับยากสุดทันที
สัญญาณที่เพิ่มความยากเร็วเกินไป: ปวดเมื่อยเกิน 3-4 วัน เหนื่อยล้าตลอดเวลา นอนไม่หลับ ประสิทธิภาพลดลง เจ็บป่วยบ่อย
12. ระวังอาการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำ
- สลับรูปแบบ HIIT และท่าที่ใช้
- ไม่ทำท่าเดิมทุกครั้ง
- ผสมผสานการฝึกส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย
- พักเมื่อรู้สึกปวดเรื้อรังในตำแหน่งเดิม
13. HIIT ไม่เหมาะกับบางช่วงเวลา
- ระหว่างป่วย โดยเฉพาะมีไข้
- หลังผ่าตัดหรือบาดเจ็บ
- ขาดการนอนหลับ (นอนไม่ถึง 6 ชั่วโมง)
- ความเครียดสูง
- ระหว่างตั้งครรภ์ (ต้องปรึกษาแพทย์)
การออกกำลังกาย HIIT จะปลอดภัย และได้ผลดีที่สุดเมื่อคุณเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ฟังร่างกาย ใช้ท่าที่ถูกต้อง และให้เวลาร่างกายพักฟื้นอย่างเพียงพอ หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาแพทย์ นักกายภาพบำบัด หรือเทรนเนอร์มืออาชีพเสมอ
เคล็ดลับการออกกำลังกาย HIIT อย่างไร? เพื่อผลลัพธ์สูงสุด
1. ใช้ Heart Rate Monitor
ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจเพื่อให้แน่ใจว่าคุณออกแรงในโซนที่ถูกต้อง:
- โซนแรงสูง: 80-95% ของ HRmax
- โซนพักฟื้น: 50-60% ของ HRmax
วิธีคำนวณ HRmax:
HRmax = 220 – อายุ
ตัวอย่าง: อายุ 30 ปี
HRmax = 220 – 30 = 190 bpm
โซนแรงสูง = 152-180 bpm
2. โภชนาการที่เหมาะสม
ก่อนออกกำลังกาย (1-2 ชั่วโมง):
- คาร์โบไฮเดรตย่อยง่าย: กล้วย ข้าวกล้องสวย ขนมปัง
- หลีกเลี่ยงอาหารมันมาก จะทำให้อืดท้อง
หลังออกกำลังกาย (ภายใน 30 นาที):
- โปรตีน: เวย์โปรตีน ไข่ ไก่
- คาร์โบไฮเดรต: ข้าวกล้อง มันฝรั่ง ผลไม้
- อัตราส่วน 1:2 หรือ 1:3 (โปรตีน:คาร์บ)
3. ดื่มน้ำเพียงพอ
- ก่อน: 300-500 มล. (30 นาทีก่อน)
- ระหว่าง: จิบน้ำบ่อยๆ
หลัง: 500-700 มล. (2 ชั่วโมงหลัง)
4. พักผ่อนอย่างเพียงพอ
- นอนให้ครบ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน
- หลีกเลี่ยงทำ HIIT วันติดต่อกัน
- ใช้ Active Recovery: เดิน โยคะ ว่ายน้ำเบาๆ
5. Progressive Overload
เพิ่มความยากทีละน้อย:
- เพิ่มจำนวนรอบ
- ลดเวลาพัก
- เพิ่มเวลาออกแรง
- ใช้ท่าที่ยากขึ้น
พร้อมที่จะนำการออกกำลังกาย HIIT เหล่านี้ไปทดลองใช้กันหรือยัง
Venu 2 หรือ Venu 2S ของคุณมาพร้อมกับโปรแกรมออกกำลังแบบ HIIT ที่โหลดไว้ล่วงหน้า และคุณยังสามารถเปิดแอป Garmin Connect™ ของคุณเพื่อดาวน์โหลดเพิ่มมากขึ้นได้ นอกจากนี้เรายังมอบตัวอย่างการออกกำลังแบบ HIIT อีกเล็กน้อยด้านล่างนี้เพื่อช่วยให้เริ่มต้นประสบการณ์ของคุณ
24 นาที TABATA: สำหรับแต่ละท่านั้น ให้ออกกำลังแบบเข้มข้น 20 วินาทีตามด้วยพัก 10 วินาที คุณจะทำ 8 รอบของหนึ่งท่าจากนั้นไปท่าถัดไป แต่ละท่าจะใช้เวลา 4 นาทีโดยรวมทั้งสิ้น 24 นาที
- Burpees
- ท่าบริหารหน้าท้อง
- Air Squats
- กระโดดตบ
- วิดพื้น
- Walking Lunges
20 นาที EMOM: สำหรับแต่ละท่า คุณจะทำตามจำนวนครั้งที่กำหนดภายในแต่ละนาที คุณจะเปลี่ยนท่าตามรายการที่ตั้งไว้ในแต่ละนาที:
นาทีที่ 1: Kettle Bell Swings 15 ครั้ง
นาทีที่ 2: Alternating V-ups 12 ครั้ง
นาทีที่ 3: วิดพื้น 15 ครั้ง
นาทีที่ 4: Air Squats 20 ครั้ง
(ทำซ้ำจนกว่าจะถึง 20 นาที ซึ่งจะได้ทั้งหมด 5 รอบ)
15-minute AMRAP: การออกกำลังนี้มี 3 รอบ รอบละ 5 นาที คุณจะทำตามลำดับด้านล่างและทำรอบและครั้งให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใน 5 นาที เช่น หากคุณกระโดดเชือก 50 ครั้งเสร็จแล้วให้กลับไปเริ่มที่ลำดับแรกใหม่ที่ท่า dumbbell deadlifts 10 ครั้งและทำต่อไปตามลำดับเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดเวลา ทำการพัก 2 นาทีระหว่างรอบทุก 5 นาที
Dumbbell Deadlifts 10 ครั้ง
กระโดดขึ้นกล่อง และลงกล่อง 15 ครั้ง
กระโดดเชือก 50 ครั้ง
เราหวังว่าคุณจะสนุกไปกับแต่ละการออกกำลังแบบ HIIT เหล่านี้ และอย่าลืมติดตามการออกกำลังด้วยคุณสมบัติ HIIT ใหม่บนนาฬิกาฟิตเนส Garmin ของคุณ!
คำถามที่พบบ่อย
HIIT เหมาะกับมือใหม่ไหม?
เหมาะ แต่ต้องเริ่มจากโปรแกรมระดับ Beginner (20 วินาที/40 วินาที) และค่อยๆ เพิ่มความยากทีละน้อย ถ้าไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย ควรทำ Cardio เบาๆ 2-4 สัปดาห์ก่อน เพื่อสร้างพื้นฐานความแข็งแรง
ทำ HIIT ทุกวันได้ไหม?
ไม่ได้ HIIT ทำให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อเหนื่อยล้าอย่างมาก ต้องพัก 48 ชั่วโมงระหว่างเซสชั่น แนะนำ 2-4 ครั้งต่อสัปดาห์สำหรับคนทั่วไป ถ้าทำทุกวันจะเสี่ยง Overtraining อ่อนล้า บาดเจ็บง่าย
HIIT ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง?
ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เลย การทำ HIIT ด้วยน้ำหนักตัวเองก็ได้ผลดีมากแล้ว แต่ถ้าต้องการความหลากหลาย อาจใช้:
- ลู่วิ่งไฟฟ้า
- จักรยานนั่งปั่น
- เชือกกระโดด
- Kettlebell
- Resistance Bands
ออกกำลังกาย HIIT ลดน้ำหนักได้กี่กิโลต่อเดือน?
ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่โดยเฉลี่ย:
- ทำ HIIT 3 ครั้ง/สัปดาห์ + ควบคุมอาหาร: 2-4 กิโลต่อเดือน
- ทำ HIIT อย่างเดียว ไม่ควบคุมอาหาร: 0.5-1 กิโลต่อเดือน
สิ่งสำคัญคือ คุณภาพการลดน้ำหนัก ไม่ใช่แค่ตัวเลข HIIT ช่วยลดไขมันแต่รักษากล้ามเนื้อ ทำให้สัดส่วนดูดีแม้น้ำหนักลดช้า
ควรทำ HIIT ก่อนหรือหลังฝึกเวท?
แนะนำทำหลังฝึกเวท เพราะการฝึกเวทต้องใช้พลังงานเต็มที่ ทำก่อนจะได้ผลดีกว่า และการออกกำลังกาย HIIT หลังฝึกเวทจะเผาผลาญไขมันได้ดีกว่า เนื่องจากไกลโคเจนในร่างกายหมดแล้ว